บทสรุป

บทสรุป

ขึดความสามารถในการแข่งขันของประชาคม AEC แนวโน้มของความร่วมมือในระดับภูมิภาค

นับตั้งแต่กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอเซียนถูกสถาปนาขึ้นในปี 2510 ในนามของสมาคมประชาชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ASEAN ที่มีสมาชิกริเริ่มจำนวน 5 ประเทศได้แก่ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ในท่ามกลางควมแตกต่างกันทั้งในด้านระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมภายในภูมิภาค ซึ่งในระยะเวลาต่อมาประเทศบรูไน ประเทศเวียดนาม ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศพม่า และประเทศกัมพูชา ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสามชิกของสมาคมประชาชาติ ASEAN จนปัจจุบันสมาคมประชาชาติ ASEAN นี้มีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ โดย ASEAN นี้เป็นกลุ่มประชาคมที่มีระดับการพัฒนาในบรรดาประเทศสมาชิกที่มีระดับที่แตกต่างกันมากภูมิภาคหนึ่ง ระดับความแตกต่างในภูมิภาคนี้จะเห็นเด่นชัดจากข้อมูลที่ปรากฎ เช่น ประเทศสิงคโปร์นั้นมีความมั่งคั่งมากกว่าประเทศพม่าถึง 80 เท่า ขณะที่อัตราการตายของทารกของประเทศพม่าสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง 25 เท่า ประชากรของประเทศสิงคโปร์มีอายุยืนกว่าประชากรในประเทศกัมพูชาถึง 20 ปี ซึ่งแม้จะมีความแตกต่างในระดับเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่สูงเช่นนี้ กลุ่ม ASEAN ก็ยังคงมุ่งหน้าสู่ความร่วมมือในการดำรงของการรวมกลุ่มในระดับในภูมิภาคต่อไป

ประชาคมเความร่วมมือทางศรษฐกิจอาเซียน ASEAN Economic Communiity : AEC. ที่ก่อกำเนิดขึ้นจะเป็นทางการในปี 2558 นั้นเป็นหนึ่งในสามเสาหลักที่ประกบกันเป็นประชาคมอาเซียน : ASEAN Community โดยเสาหลักอีกสองเสานั้นประกอบด้วย  ประชาคมความร่วมมือทางด้านความมั่นคงทางการเมืองอาเซียน : ASEAN Political-Security Community และ ประชาคมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน : ASEAN Socio-Cultural Community ซึ่งวิสัยทัศน์ของ AEC 2015 นั้นคือ ตลาดที่เป็นหนึ่งเดียวกัน การเป็นฐานการผลิตร่วม การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับสูง เป็นภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม และเป็นภูมิภาคที่พร้อมจะบรูณาการหลอมรวมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกที่เต็มรูปแบบ ในขณะที่ปี 2558 ซึ่งเป็นเป้าหมายของการเป็นประชาคม  AEC ใกล้เข้ามา ก็ยิ่งทำให้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่บรรดาผู้นำในกลุ่มประเทศสมาชิกอย่างมากในการที่จะสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพของประเทศให้สูงขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในลำดับแรก ๆ ของดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศนั้นจะมีส่วนสนับสนุนในด้ารการพัฒนาเศรษฐกิจ ซี่งจะมีส่วนในการที่จะลดความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำของแต่ละประเทศภายในภูมิภาคและการควบรวมระบบเศรษฐกิจในระดับโลก สำหรับการจัดอันดับขีดความสามารถในในการแข่งขันในปี 2556 นี้เป็นปีแรกที่สามรถนำประเทศในกลุ่มประชาคม AEC ครบทั้ง 10 ประเทศ โดยสามารถนำเอาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศพม่าเข้ามาร่วมในการจัดอันดับ ทำให้ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในในการแข่งขันหรือ  Global Compettitiveness Index : GCI สำหรับกลุ่มประเทศในประชาคม AEC สามารถนำเสนอขีดความสารถในการแข่งขันในกลุ่ม AEC ได้อย่างครบถ้วน

.ในปี 2556 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันนั้นประเทศสาธารณัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ถูกจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 81 ของโลกและประเทศพม่าถ฿กจัดอยู่ในอันดับที่ 139 ของโลก โดยพม่านั้นมีอันดับห่างจากประเทศกัมพูชาที่อยู่ในอันดับที่ 88 ถึง 51 อันดับ ผลจาการวิเคราะห์ในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจากดัชนี GCI ที่อ้างองปีจจัย 12 เสาหลักที่ถูกกำหนดเป็นเกณฑ์ในการวัดความสามารถในการแข่งขันนั้น เราจะได้เห็นระดับที่แตกต่างกันของจุดแข็ลและจุดอ่อนของแต่ละปัจจัยในแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้

ประเทศสิงคโปร์ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีลักษณะโดดเนมากในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับโลกและครองความเป็นเจ้าในความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศมาเลเซียนั้นก็ยังคงรักษาระดับการดำเนินงานที่มมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในการรักษาความสามารถและผลการพัฒนาในประเทศอย่างคงเส้นคงวาและมีแนวโน้มในการยกระดับในการพัฒนาขึ้นในระยะช่วงเวลาที่ผ่านมา สำหับประเทศพม่านั้นเป็นประเทศทีถูกจัดอันดับในอันดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศของประชาคม AEC ใน 11 เสาหลักของตัวชี้วีดยกเว้นแต่ในตัวชี้วัดด้านขนาดของตลาดเท่านั้น ในขณะที่ความพร้อมของเทคโนโลยีของประเทศพม่านั้น ก๋ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 148 ซึ่งงเป็นอันดับสุดท้ายของการจัดอันดับทั้งโลก

ภาพรวมทั่วไปของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในปี 2556 ของกลุ่มประเทศในประชาคม AEC ตามตัวชี้วัดต่างๆ นั้น พบ่าบรรดาประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC เกือบทั้งหมดจะถูกเนี่ยวรั้งให้เกิดปัญหาในการยกระดับและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้มีควาก้าหน้าและเติบโต อันสืบเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ การขนส่งที่ย่ำแย่ ต้นทุนคาใช้จ่ายที่สูง โครงสร้างพิ้นฐานด้านพลังงานและโทรคมนาคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกันในระหว่างภูมิภาค อัตราการเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาครวมทั้งมาตราฐานและคุณภาพของการจัดการด้านการศึกษาในระดับต่าง ๆ และระดับความพร้อมของเทคโนโนโลยีในการขับเคลื่อนการผลิต การบริหารจัดการและการพัฒนาประเทศที่ค่อนจ้างต่ำและมีความดหลื่อมล้ำอย่างสูงภายในภูมิภาค นอกจากนั้นศักยภาพและผลการดำเนินงานต่าง ๆ ภายในประเทศของกลุ่มประชาคม AEC นี้ยังมีความแตกต่างกันและมีความขัดแย้งกันระหว่างเสาหลักต่าง ๆ ที่ใช้เป็นคัวชี้วัดอย่างมาก นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมด้านระบบเศรษฐกิจมหภาคในประเทศที่มีการเคิบโตและความเข้มแข็งมักจะมีความมั่นคงมากกว่าประเทศที่มีความยุ่งยากทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ประเทศบรูไน ซึ่งเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งอันเกิดจากธุรกิจน้ำมันและปิโตรเลียมจะเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในเสาหลักด้านนี้มากกว่าระเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค การจัดการในด้านเศรษฐกิจมหภาคที่มีความรอบคอบและมีความมั่นคงยั่งยืนนั้นเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ด้านบวกที่เกิดขึ้นท่ามกลางของวิกฤตการทางการเงินของกลุ่มประชาคมอาเซียนในปี 2540 ซึ่งได้สร้างความหายนะอย่างมากมายให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาซียนในขณะนั้นและขณะเดียวกันก็แป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการปฎิรูปเศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ อย่างมาก สิงที่ยังคงดำรงอยู่อย่างมากที่ดำเนินการในกลุ่มประเทศอาเซียนในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน  ความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความสมานฉันท์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในประชาคมอาเซียนมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนจะเริ่มมีความสุขกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องภายหลังวิกฤตการปี 2540 มาตลอดช่วงเวลาทศวรรษที่ผ่านมก็ตาม แต่รากฐานของเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ในประเทศต่าง ๆ ของกลุ่มประเชาคมอาเซียนนั้นยังคงมีความไม่มั่นคงและยังคงสั่นคลอนต่อความมั่นใจในการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นับตั้งแต่ปี 2549-2550 เป็นต้นมาการดำเนินการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ดัชนี GCI (Global Compettiveness Index) ของ World Economics Forum ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนมีแนวโน้มที่มีทิศทางที่มีความสามารถในการแข่งขันในเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการในการจัดอันดับที่ผ่านมาของประเทศต่าง ๆในกลุ่มประชาคมอาเซียนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ที่นำมาเปรียบเทียบจำนวน 118 ประเทศ ในช่วงปีนั้น มีประเทศที่เข้าสู่การประมินขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 7 ประเทศ ดยประเทศต่าง ๆ เหล่านีสามารถปรับปรุงและดำรงรักษาขีดความสามารถของการแข่งขันไม่ให้ตกต่ำและถดถอยอย่างรุนแรงในช่วงตลอด 8 ปี ที่ผ่านมาจนถึงช่วงปี 2556 ในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ WEF นั้น ประเทศกัมพูชาสามารถก้าวกระโดดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้ถึง 23 อันดับ ประเทศอินโดเนเซียและประเทศฟิลิปปินส์สามารถยกระดับอันดับขีดความสามารถการแข่งขันขึ้นมาได้ 19 อันดับ ซึ่งประเทศอินโดเนเซียนี้เป็นประเทศหนึ่งที่มีความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในกล่มประชาคม AEC ซึ่งสามารถเทียบได้กับกลุ่มประเทศที่มีเศณษฐกิจที่ใหญ่ระดับ G20 ซึ่งเป็น 2ประเทศในกลุ่มประชาคม AEC ที่มีความหนาแน่นของประชากรในระดับสูง ซึ่งมีจำนวนประชากรคิดเป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรใรกลุ่มประชาคม AEC ขณะที่ประเทศสิงคโปร์นั้นสามารถขยับอันดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับโลกได้อย่างน่าสนใจ โดยในปี 2549 นั้น ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับที่ 8 แต่ในปี 2554 อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้รับการขยีบขี้นเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และดำรงอยู่ในอันดับที่ 2 จนถึงปัจจุบัน  ส่วนประเทศมาเลเซียและประเทศไทยนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันมีแนวโน้มของความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกลดลงโดยอันดับความสามารถในการแข่งขันลดลงถึง 4 และ 5 อันดับตามลำดับ แต่ก็ยังมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกค่อนข้างอญุ่ในอันดับที่สูงโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งประเทศเวียคนามก็เช่นกันขีดความสารถการแข่งขันเริ่มประสบปัญหามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อดชเนื่องแม้จะมีการปรับปรุงยกระดับปัจัยยต่างภายในประเทศก็ตาม ซึ่งในปัจจุนบันอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2549

ในด้านของระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มนั้น ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC ส่วนใหญ่นั้นจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลเหนือกว่าประเทศที่กำลังพ้ฒนาต่าง ๆ ในเอเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation-SAARC) (กลุ่ม SAARC มีสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ  ภูฏาน  อินเดีย  มัลดีฟส์  เนปาล  ปากีสถาน  ศรีลังกา  อัฟกานิสถาน  และผู้สังเกตการณ์ 8 ประเทศ และ 1 องค์การระหว่างประเทศ คือ  จีน  สหรัฐอเมริกา  ญี่ปุ่น  ออสเตรเลีย  มอริเชียส  เมียนมาร์  เกาหลีใต้  อิหร่าน  และสหภาพยุโรป) ซึ่งประเทศต่าง ๆ นี้มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงยกวันประเทศศรีลังกาที่มีขีดความสามราถเพิ่มขึ้น 19 อันดับ สำหรับผลการดำเนินการของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม SAARC ปรากฎว่าประเทศอินเดียนั้นอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง 15 อันดับนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยประเทศฟิลิปินส์ซึ่งเมื่อปี 2549 นั้นอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันตามหลังประเทศอินเดียถึง 40 อันดับ แต่ในปัจจุบันนั้นประเทศฟิลิปปินส์กลับมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าประเทศอินเดีย

ในความเป็นจริงกลุ่มประเทศสมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC นั้นมีพัฒนาการในการขยายตัวและเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นซึ่งจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศที่มีพัฒนาการที่ค่อนข้างต่ำให้หันมาพัฒนายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภายในมวลสมาชิก มีหลาย ๆ ประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการพฒนาศักยภาพของขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเด่นชัดโยเฉพาะในปัจจัยสำคัญ ๆ ที่มีผลกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในตัวชี้วัดเหล่านั้น ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ถือได้ว่ามีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีเยี่ยมทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีการบริหารจัดการภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพที่สุดและมีระดับการคอรับชั่นในสังคมที่ต่ำที่สุดในโลก ประเทศมาเลเซียนั้นได้มีการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ยุ่งยากและซับซ้อนซึ่งมีจำนวนมากเกินไปให้ลดน้อยลงในโครงการเปลี่ยนผ่านของการจัดการภาครัฐไปศู่การจัดการที่โปร่งใส เช่นเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งได้มีการจัดตั้งสภาการจัดการขีดความสามารถการแข่งขันแห่งชาติ (national competitiveness council) ในปี 2549 ได้พยายามที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามวังวนของการคอรัปชั่นภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ มีควาพยายามที่จะมีมาตรการและความริเริ่มในมาตรการต่าง ๆ ของบรรดาประเทศสมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC การออกมาตรการและโครงการต่าง ๆ ของกลุ่มที่ยังด้อยพัฒนาในภูมิภาคเพื่อที่พยายามในการลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศในระหว่างภูมิภาคมากยิ่งขึ้น  ซึ่งนับวันจะส่งผลให้เห็นถึงการลดช่องว่างของการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ได้รวมถึงมาตรการการบรูณาการมาตรการและความริเริ่มใหม่ ๆ ในการพ้ฒนากับแผนแม่บทของการพัฒนาประเทศเพื่อการเชื่อมโยงบรรดาประเทศในประชาคม AEC เข้าด้วยกัน แม้ว่าการตอบสนองสำหรับความริเริ่มที่ปรากฎขึ้นในกลุ่มสมาชิกประชาคม AEC นั้นจะเป็นเพียงการขั้นเริ่มต้นขอการปฏิบัติการของรัฐ  ความร่วมมือในระดับภูมิภาคก็ยังคงดำรงความสำคัญอย่างเลี่ยงไม่พ้น ผลสำเร็จของบรดาประเทศต่าง ๆ และภูมิภาคนั้นยังคงมีส่วนเกื้อนุนและเป็นพลังผลักดันในแก่ประเทศต่าง ๆ ในระดับประเทศ อันเป็นการสร้างโอกาสในการยกระดับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสร้างความแข็งแกร่งในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จะยกระดับของห่วงโซ่ทางคุณค่าของประเทศให้สูงขึ้นและช่วยในการลดช่องว่างของการพัฒนาระหว่างประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มสมาชิกของประชาคม AEC

 

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่ 35

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่        35

เสาหลักที่ 12 เป็นปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

ตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  ของประเทศอีก 3 ปัจจัยตัวชี้วัด ผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) มากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.1 และได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไน ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 , 10 , 25 และ 30 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 , 4.5 , 4.1 และ 4.0 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)  ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศพม่า ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 145 , 105 และ 85 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2 . 3.1 และ 3.4 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)

351 table  tech products

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)

352 graph tech products

 

  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ในด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) มากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0 และได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศไทย ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 19 , 40 และ 56 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 , 4.5 และ 4.4 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศบรูไน ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 135 , 129 , 110 , 88 , 87 และ 86 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.0 , 3.1 , 3.4  , 3.8 , 3.8 และ 3.8 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)

353 table sciences and engineer

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)

354 graph science and engineer

  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในด้านสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) มากที่สุดในกลุ่ม AEC ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 13  ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  124.4 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน รองลงมาได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไน และประเทศไทย ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 31 , 50 และ 71  ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  12.1 , 3.1 และ 1.0  สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน สำหรับประเทศที่มีสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศพม่า ประเทสสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 126 , 126 , 106 และ 103  ของโลก

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

355 table pateint

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

356 graph patent

สำหรับตอนหน้า จะเป็นบทสรุป ขึดความสามารถในการแข่งขันของประชาคม AEC แนวโน้มของความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่ 34

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่        34

เสาหลักที่ 12 เป็นปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  ของประเทศ ทั้งหมด 7 ปัจจัยตัวชี้วัด ผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ในด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) มากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 และได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศฟิลิปปินส์ โดยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 18 , 24 , 46 และ 48 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 , 4.4 , 3.8 และ 3.8 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศพม่า ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศบรูไน โดยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 135 , 87 , 86  , 71 และ 67 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7 , 3.4 , 3.4 , 3.5 และ 3.5 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)

341 table capacity innovation

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)

342 graph capacity innovation

  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) ในด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)  ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)  มากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6 และได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศไทย โดยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 27 , 46 และ 60 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 , 4.1 และ 3.8 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)  ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม และประเทศบรูไน โดยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่  143 , 101 , 91 , 89 และ 81 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2 , 3.2 , 3.4 , 3.4 และ 4.6 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)

343 table quality research institue

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)

344 graph graph quality research institue

  • ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ในด้านค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) มากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0 และได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 , 23 และ 33 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 , 4.1 และ 3.7 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศพม่า ประเทศบรูไน ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 140 , 67 , 60 ,59 และ 57 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2 , 3.1 , 3.2 , 3.2 และ 3.2 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)

345 table spending R&D

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)

346 graph spending R&D

  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ในด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ของประเทศในกลุ่ม AEC นั้น WEF ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) มากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.8 และได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศไทย ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 , 23 และ 33 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 , 4.1 และ 3.7 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ของประเทศในกลุ่ม AEC ในระดับต่ำได้แก่ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรับประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 147 , 105 , 87 และ 83 ของโลก โดยให้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 , 3.2 , 3.3 และ 3.4 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)

347 table unverity R&D

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)

348 graph universit R&D

สำหรับตอนหน้า จะเป็นการวิเคราะห์ตัวชี้วัดอันเป็นเสาหลักที่ 12 เป็นปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ในแต่ละตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัดที่เหลือ ขอบคุณครับ

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่ 33

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่        33

เสาหลักที่ 12 เป็นปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  สามารถพัฒนาขึ้นมาได้ทั้งจากอ์ความรู้ที่มาขากเทคนโลยัใหม่ ๆ และจากองคฺความรู้ที่ไม่ได้เกี่ยข้องกับเทคโนโลยี สำหรับนงตกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนั้นจะเป็นนวตกรรมในรูปแบบของความรู้ในกระบวนการต่าง ๆ ทักษะในการดำเนินการ และเงื่อนไขของการทำงาน ที่อฝังตัวอยู่ในองค์กร สำหรับปัจจัยในด้านนี้จะให้ความสำคัญต่อนวตกรรมในเฃด้านเทคโนโลยี แม้ว่ผลประโยชน์ที่ได้รับอย่างมากมายสามารถที่จะได้มาโดยการยกระดับของบรรดาสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ความไร้เสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ  หรือการยกระดับทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งในที่สุดบรรดาปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์และผลตอบแทนที่เริ่มลดน้อยถอยลงในทำนองเดียวกันกับประสิทธิภาพของแรงงาน ระบบการเงิน และตลาดสินค้าต่าง ๆ สำหรับในระยะยาวแล้วมาตรฐานการดำรงชีพสามารถขยายตัวยกระดับให้สูงขึ้นได้โดยการสร้างและพัฒนานวตกรรมทางด้านเทคโนโลยี การค้นพบและการสร้างสรรอันยิ่งใหญ่ทางด้านเทตโนโลยีนี้มีผลอย่างมากต่อพื้นฐานของพัฒนาผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นในด้านประสิทธิภาพในกระบวนการการผลิตต่าง ๆ ซึ่งเราได้เห็นอย่างชีเจนในช่วงประวัติศาสตร์ทางเศณษฐกิจที่ผ่านมา ช่วงระยะเวลานับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา กระแสธารของการประดิษฐ์คิดต้น สร้างสรรนวตกรรมใหม่ ๆ ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างก้าวกระโดด นับตั้งตั้งเครื่องจักร์ไอน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า จนถึงการปฏิวัติระบบดิจิตอลในปัจจุบัน ซึงไม่เพียงแต่จะเป็นการเปลี่ยนผ่านวิถีแห่งสิ่งที่จะต้องทำเท่านั้น ยังเป็นการเปิดวิถีใหม่ๆ ของความเป๋นไปได้ในการสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ มาสู่ชีวิต นวตกรรมต่าง ๆ นั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจที่เป็นพรมแดนความรู้และความเป็นไปได้ในกสร้างมูลค่าเพิ่มในการบรูรณาการเทคโนโลยีที่มีอยู่และแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงเข้าด้วยกัน แม้ว่ากลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น้อยที่สุดยังสามารถที่จะปรับปรุงยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศได้ด้วยการยอมรับเอาเทคโนโลยีที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันหรือการยกระดับการพัฒนาในด้านอื่น ๆ เช่นกัน แต่สำหรับประเทศต่าง ๆ เหล่านี้การแสวงหานวตกรรมที่มีระดับของการพัฒนาในระดับต่าง ๆ นั้นก็ยังไม่เพียงพแต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศ องค์กรธุรกิจของประเทศเหล่านี้จะต้องมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และกระบวนการผลิตที่ทันสมัยเพื่อที่จะรักษษฃาขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารรถขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าไดปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการการผลิตที่อิงนวตกรรมได้ย่างมีนัยสำคัญ ความก้าวหน้าของการสร้าวนวตกรรมในประเทศนั้นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ในการสร้างนวตกรรมใหม่ ๆ และการได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งอาจเกิดในรูปของการลงทุนที่มีขนาดที่เพียงพอในด้นการวิจัยและพัฒนา (research and development) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคเอกชน สถาบันด้านวิจัยวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นสามารถสร้างองค์ความรู้พื้นฐานที่สามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่การสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีและนวตกรรมใหม่ ๆ ต่อไป การร่วมมือในการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างสถาบันการศึกษาและอุตสาหกรรม รวมถึงการให้ความคุ้นครองสินทรัพย์ทางปัญญานั้นมีความสำคัญอย่างสูงต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ .ห้ก้าวไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่อไปในอนาคตในการที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น

ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ 9 ปัจจัย ได้แก่

  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)
  • ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)
  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)
  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)
  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC. นั้นประเทศสิงคโปร์สามารถครองอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  รองลงมาเป็น ประเทศมาเลเซีย  ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศบรูไน และประเทศไทย ส่นประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC: ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

331 table innovation

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC: ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

332 graph innovation

ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศต่าง  ๆ ในกลุ่ม AEC. ดังนี้

  • ประเทศสิงคโปร์สามารถครองอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีลดอันดับลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 8  ลงมา 1 อันดับซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.19 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.39 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 3.71

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศสิงคโปร์ นั้นประกอบด้วย

  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 2 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.0
  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 4 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.6
  • ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 6 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.0
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 11 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.6
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  124.4 สิทธบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 14 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.0 และ
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.8

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศสิงคโปร์

333 table ingapore

  • ประเทศมาเลเซียสามารถครองอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 25 ของโลก โดยมีอันดับเท่ากับปี 2555 ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.39 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.38 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.23

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศมาเลเซียนั้นประกอบด้วย

  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 4 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.8
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 15 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.9
  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 16 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.0
  • ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 17 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.6 และ
  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 19 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.9

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศมาเลเซีย

334 table malayia

  • ประเทศอินโดเนเซียสามารถครองอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 33 ของโลก โดยมีอันดับสูงขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 39 โดยอันดับสูงขึ้น 6 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.82 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.61 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.82

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  • ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 23 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.1
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 24 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.4 และ
  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 25 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.1

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 103 ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  0.1 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศอินโดเนเซีย

335 table indonesia

  • ประเทศบรูไนสามารถครองอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 59 ของโลก โดยมีอันดับเท่ากับปี 2555 ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศบรูไนได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.38 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.31 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.11

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศบรูไนนั้นประกอบด้วย

  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 10 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศบรูไนได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.5

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศบรูไนนั้นประกอบด้วย

  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 86 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศบรูไนได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.8 และ
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 81 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศบรูไนได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.6

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศบรูไน

336 table brunei

  • ประเทศไทยสามารถครองอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 66 ของโลก โดยมีอันดับชยับขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 68 โดยขยับขึ้นมา 2 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.24 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.19 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.57

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 105 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.1
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 87 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4 และ
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 71 ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  1.0 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศไทย

337 table thailand

  • ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชชนลาวสามารถครองอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ และยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 68 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.22

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชชนลาวนั้นประกอบด้วย

  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 135 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.0
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 126 ของโลก
  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 83 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4 และ
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 74 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

338 table lao

  • ประเทศฟิลิปปินส์สามารถครองอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 8 ซึ่งขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 69 ของโลก โดยมีอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 94 ซึ่งขยับขึ้นมา 25 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.21  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 2.97 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8.80

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 91 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4
  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 87 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.8
  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 85 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4 และ
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 84 ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  0.3 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศฟิลิปปินส์

339 table philippine

  • ประเทศเวียดนามสามารถครองอันดับที่ 8 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับลดลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 7 ซึ่งลดลงมา 1 อันดับ และยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 76 ของโลก โดยมีอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่  81 ซึ่งขยับขึ้นมา 5 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.14  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.07 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.28

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 92 ของโลก ซึ่งมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่  0.1 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 89 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4
  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 88 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.8
  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 87 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.3 และ
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 86 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศเวียดนาม

3310 tble veitnam

  • ประเทศกัมพูชาสามารถครองอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับลดลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 6 ซึ่งลดลงมา 3 อันดับ และยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 91 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 67 ซึ่งลดลงมา 24อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.05  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.19 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 4.39

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศกัมพูชานั้นประกอบด้วย

  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 110 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.4
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 106 ของโลก
  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 105 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.2
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 101 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.2 และ
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 71 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.5

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศกัมพูชา

3311 table cmbodia

  • ประเทศพม่าสามารถครองอันดับที่ 10 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ และยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 143 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.24

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศพม่านั้นประกอบด้วย

  • ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 147 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.1
  • การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 145 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.2
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 143 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.2
  • ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 140 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.2
  • ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 135 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.7
  • ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 129 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.1 และ
  • สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 126 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศพม่า

3312 table myanmar

 

สำหรับตอนหน้า จะเป็นการวิเคราะห์ตัวชี้วัดอันเป็นเสาหลักที่ 12 เป็นปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ในแต่ละตัวชี้วัด ขอบคุณครับ

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่ 32

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่        32

เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control distribution) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ ในอันดับที่ 11 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 ประเทศบรูไนได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ ในอันดับที่ 25 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.6 ถัดมาเป็นประเทศอินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทย และสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ ในอันดับที่ 36 , 41  , 43 และ 52 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.4 , 4.3 , 4.3 และ 4.3 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม และกัมพูชา นั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศในอันดับที่ 133 , 125 , 87 และ 80 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 3.3  , 3.5 , 3.9  และ 3.9 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)

321 table intrenational distribu

 

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)

322 graph international distribu

  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต ในอันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.5 ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต ในอันดับที่ 26 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 ถัดมาเป็นประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต ในอันดับที่ 31 , 47 และ 57 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.3 , 4.2 และ 4.0 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต ในอันดับที่ 144 , 111 , 95 และ 93 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 2.3  , 3.2 , 3.5  และ 3.5 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)

322 table process sophis

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความ ซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)

324 graph process sopphis

  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด ในอันดับที่ 22 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.2 ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด ในอันดับที่ 30 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.1 ถัดมาเป็นประเทศอินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด ในอันดับที่ 34 , 41 และ 44 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.8 , 4.6 และ 4.5 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และกัมพูชานั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาดในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด ในอันดับที่ 133 , 104 , 80 และ 79 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 3.1  , 3.7 , 4.0  และ 4.0 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)

 

  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ในอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ในอันดับที่ 23 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.6 ถัดมาเป็นประเทศฟิลิปปินส์ อินโดเนเซีย บรูไน และประเทศไทย ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ในอันดับที่ 26 ,32 , 42 และ 45 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.6 , 4.4 , 4.0 และ 4.0 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม และกัมพูชานั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด ในอันดับที่ 133 , 105 และ 73 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 3.3  , 3.4  และ 3.7 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

327 table deligate authority

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

328 graph deligate authority

สำหรับตอนหน้า จะเป็นการวิเคราะห์ตัวชี้วัดอันเป็นเสาหลักที่ 12 เป็นปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)ขอบคุณครับ

 

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่ 31

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่        31

เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ ทั้งหมด 9 ปัจจัยตัวชี้วัด ผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านจำนวนของ suppliers ท้องถิ่นในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีจำนวน Suppliers ในอันดับที่ 17 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.3 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีจำนวน Suppliers ในอันดับที่ 23 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.2 ถัดมาเป็นประเทศเวียดนาม อินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีจำนวน Suppliers ในอันดับที่ 30 , 51 , 54 , 56 และ 58 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 , 4.9 ,4.8 ,4.8 และ 4.8 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า กัมพูชา และสาธารณัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีระดับของจำนวน Suppliers ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีจำนวน Suppliers ในอันดับที่ 146 , 111 และ 106 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 3.2 , 4.2 และ 4.3 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)

311 table local supplier quantity

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)

312 graph local supplier quantity

  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในอันดับที่ 28 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.1 ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในอันดับที่ 31 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 ถัดมาเป็นประเทศไทย อินโดเนเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในอันดับที่ 42 , 66 , 67  และ 68 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.9 , 4.5 , 4.5 และ 4.5 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า กัมพูชา และสาธารณัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีระดับของด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในอันดับที่ 144 , 113 และ 101 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 3.0 , 3.9 และ 4.0 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)

313 table local supllier quality

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)

314 graph local supplier quality

  • สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม ในอันดับที่ 8 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.2 ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม ในอันดับที่ 14 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 ถัดมาเป็นประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในอันดับที่ 29 , 33  และ 38 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.4 , 4.4 และ 4.3 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า และเวียดนามนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีระดับของด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีด้านคุณภาพ supplier ท้องถิ่น ในอันดับที่ 146 และ 68 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 2.5 และ 3.9 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)

315 table cluster development

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)

316 graph cluster development

  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีจำนวน Suppliers ในอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.6 ประเทศมาเลเซียได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน ในอันดับที่ 27 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.6 ถัดมาเป็นประเทศบรูไน ประเทศไทยและอินโดเนเซีย ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน ในอันดับที่ 39 , 45  และ 61 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.0 , 3.9 และ 3.8 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน ในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน ในอันดับที่ 148 , 130 , 97 และ 92 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 2.1 , 2.7 ,3.2 และ 3.2 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)

317 table compettitive advantage

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)

318 garph compettive advantage

 

  • ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) จากการประเมินของ WEF. นั้นประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีระดับคะแนนในด้านขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า ในระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า ในอันดับที่ 17 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 5.0 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ AEC และได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า ในอันดับที่ 30 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.4 ถัดมาเป็นประเทศอินโดเนเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่าในอันดับที่ 32 , 46  , 60 และ 63 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 4.4 , 4.0 ,3.8 และ 3.8 ตามลำดับ ส่วนประเทศพม่า เวียดนาม และกัมพูชา นั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่าในระดับที่ต่ำในกลุ่มประเทศของ AEC ซึ่งได้รับการจัดอันดับของประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน ในอันดับที่ 131 , 115 และ 71 ของโลกตามลำดับ ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยในการประเมินที่ 3.0 , 3.2 และ 3.7 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)

319 table value chain

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)

3110 graph value chain

 

 

สำหรับตอนหน้า จะเป็นการวิเคราะห์ตัวชี้วัดอันเป็นเสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ทาง WEF ดำเนินการประเมิน ในแต่ละปัจจัย ตอนที่ 2 ครับ ขอบคุณครับ

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่ 30

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2556 ตอนที่        30

เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

ความสามารถและเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศต่าง ๆ นั้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการในแต่ละประเทศ ปะสบการณ์ในการดำเนิการธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญนั้นจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยเช่นกัน โดยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจนั้นให้ความสำคัญต่อความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน 2 ประการ ประกอบด้วย คุณภาพของเครือข่ายการดำเนินธุรกิจของประเทศและคุณภาพของการดำเนินกิจการและกลยุทธ์ขององค์กรธุรกิจในแต่ละธุรกิจ โดยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศในการที่จะพัฒนาการไปสู่ความก้าวหน้าของการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยยิ่งมีขอบเขตการค้าที่มีขนาดใหญ่มากเท่าใด  พื้นฐานในการปรับปรุงผลิตภาพของการผลิตที่เริ่มอ่อนล้าโรยแรงลง และปัจจัยที่เป็นคุณภาพของเครือข่ายธุรกิจของประเทศและอุตสาหกรรมที่สนับสนุนในการดำเนินธุรกิจซึ่งวัดโดยปริมาณและคุณภาพของ Suppliers ท้องถิ่นในแต่ละประเทศ รวมถึงขอบเขตการดำเนินการของ Suppliers นั้น ๆ ซึ่งเมื่อองค์กรธุรกิจต่าง ๆ และส้วนอุตาหกรรมที่สนับสนุนธุรกิจมีการเชื่อมโยงเครือข่ายความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เรียกว่า Cluster ในเชิงภูมิศาสตร์ จะส่งผลให้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น และจะทำให้เกิดการสร้างนวตกรรมในกระบวนการการผลิตและสร้าวสรรผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างขวากหนามอุปสรรคที่สำคัญในการเข้าสู่ธุรกิจขององค์กรธุรกิจใหม่ ๆ ที่รุกคืบจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันการดำเนินการและยุทธ์มางธุรกิจที่มีความก้าวหน้าอย่างเช่น การสร้าง Brand กิจกรรมด้านการตลาด การกระจายสินค้า กระบวนการผชิตสินค้าที่มีความก้าวหน้า และสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะด้าน จะมีการโถมตัวเข้าสู่ระบบการดำเนินธุรกิจภายในประเทศมากขึ้น และจะนำไปสู่กระบวนการยกระดับความเชี่ยวชาญ ความซับซ้อน และความทันสมัยในกระบวนการดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น

สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) นั้น ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ 9 ปัจจัย ได้แก่

  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)
  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)
  • สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)
  • ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)
  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)
  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)
  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC. นั้นประเทศสิงคโปร์สามารถครองอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (sophistication factors) รองลงมาเป็น ประเทศมาเลเซีย  ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ ส่นประเทศที่มีระดีบขีดความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศกัมพูชา

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC: ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

301 table busines sophistication

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC: ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและตวามซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

302 graph buiness sophisication

ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศต่าง  ๆ ในกลุ่ม AEC. ดังนี้

  • ประเทศสิงคโปร์สามารถครองอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 17 ของโลก โดยมีลดอันดับลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 14  ลงมา 3 อันดับซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.08 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.14 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.17

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศสิงคโปร์ นั้นประกอบด้วย

  • สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 8 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.2
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 13  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.6
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 19  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.5
  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 22  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.2 และ
  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 23  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.6

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศสิงคโปร์นั้นประกอบด้วย

  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 58  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.8 และ
  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 52  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.3

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศสิงคโปร์

303 table singapore

  • ประเทศมาเลเซียสามารถครองอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 20 ของโลก โดยมีอันดับดัยวกันกับปี 2555 ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.02 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่เท่ากับปี 2555

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศมาเลเซียนั้นประกอบด้วย

  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 11  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.0
  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 13  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.0
  • สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 14 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 5.0
  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 17  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  5.3 และ
  • ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 17  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  5.0

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศมาเลเซีย

304 table malaysia

  • ประเทศอินโดเนเซียสามารถครองอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 37 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 42  ขึ้นมา 5 อันดับซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.44 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.30 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.26

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 66  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.5
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 61  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 3.8 และ
  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 49  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  5.1

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศvอินโดเนเซีย

305 table indonesia

  • ประเทศไทยสามารถครองอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 46  ขึ้นมา 6 อันดับซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.42 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.25 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.00

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 23  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  5.2

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 47  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.2
  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 45  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.0 และ
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 45  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 3.9

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศไทย

306 tale thailand

  • ประเทศฟิลิปปินส์สามารถครองอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 49 ของโลก โดยมีอันดับเท่ากับปี 2555 ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.29 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.23 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.40

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 26  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.6

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  68  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.5
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 67  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 3.5
  • ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 60  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3.8
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 57  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.0 และ
  • สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 55 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.0

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศฟิลิปปินส์

307 table philippines

  • ประเทศบรูไนสามารถครองอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 56 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 65  ขึ้นมา 9 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศบรูไนได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.23 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.97 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.15

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศบรูไนนั้นประกอบด้วย

  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 25  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.6

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศบรูไนนั้นประกอบด้วย

  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 72 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.7
  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 67 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.2
  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 67 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.5 และ
  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  56  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.8

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศบรูไน

308 table brunei

  • ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวสามารถครองอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 78 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.86

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นประกอบด้วย

  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 125  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.5
  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  106  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.3
  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 101 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.0
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 93 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.5
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 92  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย  3.2 และ
  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 80 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 4.0

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

309 table lao

  • ประเทศกัมพูชาสามารถครองอันดับที่ 8 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีการลดอันดับลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 7 ลงมามา 1 อันดับและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 86 ของโลก โดยมีการลดอันดับลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 74  ลงมา 12 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.83 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.88 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.31

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศกัมพูชานั้นประกอบด้วย

  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 113 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3.9
  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  111  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  4.2
  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 97  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย  3.2
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 95 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.5 และ
  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 80  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.90

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศกัมพูชา

3010 table cambodia

  • ประเทศเวียดนามสามารถครองอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีการลดอันดับลงจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 8 ลงมามา 1 อันดับและยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 98 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในอันดับ 100  โดยขึ้นมา 2 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.68 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.57 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.08

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 130  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย  2.7
  • ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 115  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3.2
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 111 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.2
  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 105  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.4 และ
  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 104 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.7

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศเวียดนาม

3011 table vietnam

  • ประเทศพม่าสามารถครองอันดับที่ 10 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ และยังสามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 146 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 7.00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.87

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศพม่านั้นประกอบด้วย

  • ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 148  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย  2.1
  • สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 146 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 2.5
  • จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)  ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  146  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3.2
  • ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 144 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 2.3
  • คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 144 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.0
  • ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 133  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.3
  • ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 133 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 3.1
  • การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 133  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3.3 และ
  • ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 131  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3.0

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศพม่า

3012 table myanmar

สำหรับตอนหน้า จะเป็นการวิเคราะห์ตัวชี้วัดอันเป็นเสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ทาง WEF ดำเนินการประเมิน ในแต่ละปัจจัย ขอบคุณครับ