ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 15

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 15 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 3 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) Part 1. cover 3 เสถียรภาพของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศจะมีผลอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังมีนัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย แม้ว่าลำพังเพียงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศนั้นจะไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศได้มากนัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าลักษณะของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีความผันผวนหรือสับสนนั้นอาจส่งผลให้เกิดความเลวร้ายขึ้นแก่ระบบเศรษฐกิจดังในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนต่อวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจของประเทศมิอาจเติบโตอย่างยั่งยืนได้ถ้าหาหว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคนั้นไร้เสถียรภาพ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) มีทั้งหมด 5 ปัจจัยตัวชี้วัดดังนี้

  1. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance, % GDP)
  2. อัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings, % GDP)
  3. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation, annual % change)
  4. ภาวะหนี้ของภาครัฐบาล (General government debt, % GDP)
  5. การจัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating)

จากการประเมินตัวขี้วัดด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) นั้นในปี 2557 นั้น มีระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากตัวขี้วัดปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) นั้น คิดเป็น 5.08 ลดลงจากปี 2556 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.22 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 ร้อยละ 2.73 ซึ่งผลจากการประเมินนั้นประเทศสิงคโปร์ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในบรรดาประทศที่อย่ในกลุ่มประชาคม AEC. ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 15 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.13 รองลงมาเป็นประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 19 , 26 , 34 และ 44 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.01, 5.76 , 5.48 และ 5.26 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 116 , 80 และ 75 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.00 . 4.60 และ 4.66 ตามลำดับ ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC : ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) 1. Table Macroeconomic environment ส่วนประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตบประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 124 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.78 แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC : ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) 1. Graph Macroeconomic environment ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ WEF โดยใช้ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศต่าง ๆ ในประเทศกลุ่มประชาคม AEC. ดังนี้

  1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 15 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับขยับขึ้นจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 18 โดยขยับขึ้นมา 3 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 6.13 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 6.01 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 2.00

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศสิงคโปร์ ประกอบด้วย

  1. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 40 ต่อปี อยู่อันดับที่ 1 ของโลก
  2. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลเกินดุล คิดเป็น รัอยละ 90 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 7 ของโลก
  3. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 60 ต่อ GDP. อยู่อันดับที่ 8 ของโลก และ
  4. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) ที่อยู่ในระดับสูง โดยมีระดับคะแนน 90 จากคะแนน 100.00 คแนน อยู่อันดับที่ 8 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศสิงคโปร์ ประกอบด้วย หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีหนี้ของภาครัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 103.80 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 133 ของโลก ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศสิงคโปร์ 2. Table Macroecnomic Singapore

  1. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 4 ขยับขึ้นมา 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 19 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับเพิ่มขึ้นจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 31 โดยขยับเพิ่มขึ้น 12 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 6.01 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.61 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 7.13

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 20 ต่อปี อยู่อันดับที่ 1 ของโลก
  2. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาล ขาดดุลค่อนข้างต่ำ คิดเป็นขาดุลรัอยละ 20 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 27 ของโลก และ
  3. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 50 ต่อ GDP. อยู่อันดับที่ 27 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีหนี้ของภาครัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 30 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 78 ของโลก และ
  2. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) มีระดับคะแนน 50 จากคะแนน 100.00 คแนน อยู่อันดับที่ 78 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศไทย 3. Table Macroecnomic Thailand

  1. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 6 ขยับขึ้นมา 3 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับลดลงจากในปี 2555 ที่อยู่ในอันดับที่ 36 โดยลดลง 4 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.34 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.33 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.19

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาล ขาดดุลค่อนข้างต่ำ คิดเป็นขาดุลรัอยละ 10 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 25 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศฟิลิปปินส์ 4. Table Macroecnomic Philippines ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศฟิลิปปินส์ประกอบด้วย

  1. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) ที่อยู่ในระดับสูง โดยมีระดับคะแนน 50 จากคะแนน 100.00 คแนน อยู่อันดับที่ 59 ของโลก
  2. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีหนี้ของภาครัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 30 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 58 ของโลก
  3. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ค่อนข้างสูง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 90 ต่อปี อยู่อันดับที่ 57 ของโลก และ
  4. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) ที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 90 ต่อ GDP. อยู่อันดับที่ 51 ของโลก
  1. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ โดยอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 3 ลดลงมา 1 อันดับ  และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 34 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับลดลงจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 26 โดยลดลง 8 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.48 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.75 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 4.70

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศอินโดเนเซีย ประกอบด้วย

  1. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 40 ต่อ GDP. อยู่อันดับที่ 24 ของโลก และ
  2. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) โดยมีหนี้ของภาครัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 27 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศอินโดเนเซีย 5. Table Macroecnomic Indonesia ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศอินโดเนเซีย ประกอบด้วย

  1. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ค่อนข้างสูง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 40 ต่อปี อยู่อันดับที่ 112 ของโลก
  2. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) มีระดับคะแนน 60 จากคะแนน 100.00 คแนน อยู่อันดับที่ 57 ของโลก และ
  3. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาล คิดเป็นขาดุลรัอยละ 10 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 55 ของโลก
  1. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 44 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับลดลงจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 38 โดยลดลง 6 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.26 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.35 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.68

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย

  1. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 10 ต่อปี อยู่อันดับที่ 1 ของโลก
  2. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 25 ของโลก และ
  3. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) โดยอยู่ที่ระดับคะแนน 00 อยู่อันดับที่ 32 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย

  1. การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) ที่สูง โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุล คิดเป็น รัอยละ 60 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 102 ของโลก และ
  2. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) ที่สูง คิดเป็นร้อยละ 30 ของ GDP. และอยู่อันดับที่ 97 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศมาเลเซีย 6 Table Macroecnomic Malaysia

  1. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 8 ขยับขึ้น 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 75 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับเพิ่มขึ้นจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 87 โดยเพิ่มขึ้น 12 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.66 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.44 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.95

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย

  1. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) ที่ค่อนข้างสูง โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 17 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศเวียดนามประกอบด้วย

  1. การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) ที่สูง โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุล คิดเป็น รัอยละ 70 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 118 ของโลก
  2. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 60 ต่อปี อยู่อันดับที่ 113 ของโลก
  3. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) ที่สูง คิดเป็นร้อยละ 00 ของ GDP. และอยู่อันดับที่ 93 ของโลก และ
  4. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) อยู่ที่ระดับคะแนน 30 อยู่อันดับที่ 72 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศเวียดนาม 7 Table Macroecnomic Vietnam

  1. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 80 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับเพิ่มขึ้นจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 83 โดยเพิ่มขึ้น 3 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.60 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.53 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.55

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย

  1. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP. และอยู่อันดับที่ 30 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)  ของประเทศกัมพูชาประกอบด้วย

  1. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) อยู่ที่ระดับคะแนน 70 อยู่อันดับที่ 107 ของโลก
  2. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 90 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 107 ของโลก
  3. การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) ที่สูง โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุล คิดเป็น รัอยละ 00 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 72 ของโลก และ
  4. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 00 ต่อปี อยู่อันดับที่ 58 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศกัมพูชา 8 Table Macroecnomic Cambodia

  1. ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 10 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 10 ขยับขึ้น 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 116 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับเพิ่มขึ้นจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 125โดยเพิ่มขึ้น 9 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.00 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.74 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.95

ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศพม่า

  1. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) อยู่ที่ระดับคะแนน 70 อยู่อันดับที่ 142 ของโลก
  2. การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) ที่สูง โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุล คิดเป็น รัอยละ 90 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 108 ของโลก
  3. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 80 ต่อปี อยู่อันดับที่ 107 ของโลก
  4. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 76 ของโลก และ
  5. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP. และอยู่อันดับที่ 71 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศพม่า 9 Table Macroecnomic Myanmar

  1. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 124 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้มีอันดับลดลงจากในปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 93 ลดลง 31 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.78 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.41 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 14.29

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 10 Table Macroecnomic Lao PDR ปัญหาในด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย

  1. จัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) อยู่ที่ระดับคะแนน 40 อยู่อันดับที่ 132 ของโลก
  2. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัตราร้อยละ 40 ต่อปี อยู่อันดับที่ 111 ของโลก
  3. การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance) ที่สูง โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุล คิดเป็น รัอยละ 70 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 104 ของโลก
  4. หนี้ของภาครัฐบาล (General government debt) คิดเป็นร้อยละ 00 ของ GDP. และอยู่อันดับที่ 102 ของโลก และ
  5. มูลค่าอัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings,) โดยมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 16.40 ของ GDP. อยู่อันดับที่ 94 ของโลก

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 3 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) Part 2.   siamissara@gmail.com

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 14

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 14 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 2 ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ

Part 2.

cover 3

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน(Infrastructure) ของประเทศ ซึ่งมีทั้งสิ้น 9 ปัจจัยตัวชี้วัด ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเมินจากปัจจัยชี้วัดจากเสาหลักที่ 1 ด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่นเดียวกับปัจจัยเสาหลักที่  1 ปัจจัยด้านสถาบัน (Institution) ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพการพัฒนาด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้สมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC. นั้นมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมาก สำหรับประเทศสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่มประชาคม AEC. และอันดับ 15 ของโลกที่มีระดับคะแนนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งต่างจากประเทศพม่าที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่มประชาคม AEC. มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่อันดับที่ 124 ของโลก ในประเด็นของปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการประเมินในแตละตัวชี้วัดนั้นมีรายละเอียดของผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

 

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 5 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.30

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.60 , 4.30 , 4.20 และ 4.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 20 , 66 , 72 และ 76  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศฟิลิปปินส์ ได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และในอันดับอยู่ที่ 112 , 109 และ 95  ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.30 , 3.40 และ 3.70

ส่วนประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) ในอันดับท้ายสุดของกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ปรเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.30 ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และมีอันดับอยู่ที่อันดับที่ 138 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure)

1. Table Infrastructure Overall infra

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure)

1. Graph Infrastructure Overall infra

  1. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 6 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.10

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.60 , 4.50 , 4.00 และ 3.90 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 19 , 50 , 68 และ 72  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) ในอันดับอยู่ที่ 104 , 93 และ 87  ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.20 , 3.40 และ 3.60

ส่วนประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) ในอันดับท้ายสุดของกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ปรเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.40 ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และมีอันดับอยู่ที่อันดับที่ 134 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads)

2. Table Infrastructure Quality of roads

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads)

2. Graph Infrastructure Quality of roads

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure)  ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 12 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.00

รองลงมาเป็นของประเทศอินโดเนเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.70 , 3.00 และ 2.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 และ 4 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 41 , 52 และ 74  ของโลกตามลำดับ สำหรับประเทศพม่า และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  6 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) ในอันดับอยู่ที่ 94 และ 80  ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 1.80 และ 2.30

สำหรับประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) ในอันดับท้ายสุดของกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 1.60 ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 7 ของกลุ่มประชาคม AEC  และมีอันดับอยู่ที่ 98 ของโลก

ส่วนประเทศสิงคโปร์ และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่มีข้อมูลในด้านนี้

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure)

3.Table Infrastructure Quality of railroad

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure)

 

3.Graph Infrastructure Quality of railroad

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure)  ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 2 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.70

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure)

4.Table Infrastructure Quality of port infrastructure

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure)

4.Graph Infrastructure Quality of port infrastructure

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.60 , 4.50 , 4.00  และ 3.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 19 . 54 , 77 และ   88 ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) ในอันดับอยู่ที่ 129 , 101 และ 97  ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 , 3.50 และ 3.60

ส่วนประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) ในอันดับท้ายสุดของกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และมีอันดับอยู่ที่ 125 ของโลก

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)  ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 1 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.80

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.70 , 5.30 , 4.50 และ 4.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 19 , 37 , 64 และ 82 ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)  ในอันดับอยู่ที่ 108 , 106 และ 87  ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.60 , 3.60 และ 4.00

ส่วนประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)  ในอันดับท้ายสุดของกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.50 ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และมีอันดับอยู่ที่ 137 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)

5. Table Infrastructure Quality of air transport

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)

5. Graph Infrastructure Quality of air transport

 

  1. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)  ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 6 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.70

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.70 , 5.10  , 5.00 และ 4.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 39 , 58 ,64 และ 84 ของโลกตามลำดับ ตามลำดับ

สำหรับประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)  อันดับอยู่ที่ 110 , 88 และ 87  ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.00 , 4.20 และ 4.20

ส่วนประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีคุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)  ในอันดับท้ายสุดของกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.80 ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และมีอันดับอยู่ที่ 117 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)

6. Table Infrastructure Quality of electricity supply

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)

6. Graph Infrastructure Quality of electricity supply

 

  1. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีจำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop)   ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 17 ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 155.60 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 2 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศมาเลเซีย อยู่ที่อันดับ 30  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 144.70 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 3 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศไทย อยู่ที่อันดับ 34  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 138.00 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 4 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศกัมพูชาอยู่ที่อันดับ 39  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 133.90 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศเวียดนาม อยู่ที่อันดับ 42  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 130.90 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop)

7. Table Infrastructure Mobile phone subscription

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop)

7. Graph Infrastructure Mobile phone subscription

อันดับที่ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศอินโดเนเซียอยู่ที่อันดับ 54  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 121.50 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 7 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 86  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 104.50 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 8 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอยู่ที่อันดับ 130  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 66.20 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และ

อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศพม่าอยู่ที่อันดับ 144  ของโลก โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่าย 12.80 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

  1. จำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน (Fixed telephone lines/100 pop)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน (Fixed telephone lines/100 pop)    ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 31 ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 36.40 เลขหมายต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 2 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศอินโดเนเซียอยู่ที่อันดับ 71  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 16.10 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 3 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศมาเลเซีย อยู่ที่อันดับ 73  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 15.30 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 4 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศเวียดนามอยู่ที่อันดับ 86  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 10.10 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ที่อันดับ 87  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 10.00 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศไทยนั้นถูกจัดอยู่ที่อันดับ 6 ของ AEC และอยู่ที่อันดับ 91  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 9.00 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 7 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศเฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 113  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 3.20เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

อันดับที่ 8 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศกัมพูชาอยู่ที่อันดับ 116  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 2.80 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน และ

อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  เป็นของประเทศพม่าอยู่ที่อันดับ 125  ของโลก โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐาน 1.00 เลขหมาย ต่อประชากร 100 คน

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม จำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน (Fixed telephone lines/100 pop)

8. Table Infrastructure Fixed telephone

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม จำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน (Fixed telephone lines/100 pop)

8. Graph Infrastructure Fixed telephone

 

 

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 3 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) Part 1.

 

 

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 13

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 13 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 2 ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ

Part 1.

cover 3

เสาหลักที่ 2 ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ

ความครอบคลุมและประสิทธิภาพของโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน  (Infrastructure) ในประเทศนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนกลไกและองคาพยพต่าง ๆ ทางด้าน เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ของประเทศให้มีความเจริญรุดหน้าและขยายตัวออกไปอย่างมีประสิทธิผล โดยเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดและวางแผนด้านการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศ โครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีนั้นสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค เป็นการบรูณาการตลาดการค้าภายในประเทศและการคิดต่อกับตลาดย่อย ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในแต่ละภูมิภาคและแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน ประสิทธิภาพและการครอบคลุมของเครือข่ายโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐานนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังสามารถลดความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้และความยากจนที่เกิดระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของแต่ละภูมิภาคในวิถืทางต่าง ๆ

ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ มีทั้งหมด 9 ปัจจัยตัวชี้วัด ดังนี้

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure)
  2. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads)
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure)
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure)
  5. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure)
  6. ความพร้อมในด้านสายการบิน (Available airline seat km/week, millions)
  7. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply)
  8. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop)
  9. จำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน (Fixed telephone lines/100 pop)

ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ

จากการประเมินตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศในปี 2557 นั้น มีระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากกลุ่มแกนหลักที่ 1 นี้ คิดเป็น 4.07 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.06 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ร้อยละ 0.30 ซึ่งผลจากการประเมินนั้นประเทศสิงคโปร์ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในบรรดาประทศที่อย่ในกลุ่มประชาคม AEC. และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.54

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  25  , 48 , 56 และ 81 ของโลก ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  25  , 48 , 56 และ 81 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.46 , 4.58 , 4.37 และ 3.74ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวและประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 107 , 94 และ 91 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.05 , 3.38 และ 3.49 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 137 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.05

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC : ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure)

1. table infrastructure

 แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC : ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure)

1. Graph infrastructure

สำหรับรายละเอียดของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC. มีรายละเอียดดังนี้

1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 6.54 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 6.41 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.03

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศสิงคโปร์ ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 1 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 2 ของโลก
  3. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 6 ของโลก
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 5 ของโลก
  5. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่  10 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 6 ของโลก และ
  6. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 60 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 18 ของโลก

นอกจากนั้นปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศสิงคโปร์ ที่เป็นจุดด้อยได้แก่ คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศสิงคโปร์มีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 36.40 คู่สายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 29 ของโลก

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : สิงคโปร์

2. table infrastructure singapore

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : สิงคโปร์

2. Graph infrastructure singapore

2. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 25 ของโลก โดยมีอันดับขยับชึ้นมาจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 29 เป็นการขยับขึ้นมา 4 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.46 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.19 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5,20

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 80 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 19 ของโลก
  2. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 39 ของโลก
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 50 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 20 ของโลก
  4. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 19 ของโลก
  5. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 10 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 6 ของโลก
  6. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 19 ของโลก
  7. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 90 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 30 ของโลก

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : มาเลเซีย

3.table infrastructure malaysia

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : มาเลเซีย

3.Graph infrastructure malaysia

นอกจากนั้นปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศมาเลเซียที่เป็นจุดด้อยได้แก่ คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยมาเลเซียมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 15.70 คู่สายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 73 ของโลก

3. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยครองอันดับนี้เท่ากับอันดับของปี 2556 และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 48 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้ ลดลงจากอันดับ 47 ในปี 2556 โดยลดลงมา 1 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.58 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.53 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.10

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศไทย

4.table infrastructure thailand

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 27 ของโลก
  2. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 58 ของโลก
  3. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 50 ของโลก
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 54 ของโลก และ
  5. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 00 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 44 ของโลก

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศไทย

4.Graph infrastructure thailand

สำหรับปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศไทยนั้น ประกอบด้วย

  1. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 00 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 91 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟภายในประเทศ (Quality of railroad infrastructure) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 74 ของโลก และ
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 76 ของโลก

4. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยครองอันดับนี้สูงกว่าอันดับของปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 5 โดยขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 56 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้ ขยับขึ้นจากอันดับ 61 ในปี 2556 โดยขยับขึ้นมา 5 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.37 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.17 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.80

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศอินโดเนเซีย

5. table infrastructure indonesia

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศอินโดเนเซีย

5. Graph infrastructure indonesia

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศอินโดเนเซีย ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 64 ของโลก
  2. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 84 ของโลก
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 72 ของโลก
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 77 ของโลก
  5. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 72 ของโลก และ
  6. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 50 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 54 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศอินโดเนเซีย ประกอบด้วย

  1. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 10 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 71 ของโลก และ
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 41 ของโลก

5. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยครองอันดับนี้สูงกว่าอันดับของปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 5 โดยขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศที่เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 81 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกในปีนี้ ขยับขึ้นจากอันดับ 82 ในปี 2556 โดยขยับขึ้นมา 1 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.74 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.69 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.36

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศเวียดนาม ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 88 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 87 ของโลก
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 88 ของโลก และ
  4. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 90 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 42 ของโลก

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศเวียดนาม

6.table infrastructure vietnam

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศเวียดนาม

6.Graph infrastructure vietnam

ปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศเวียดนาม ประกอบด้วย

  1. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 10 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 86 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 52 ของโลก
  3. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 104 ของโลก และ
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 112 ของโลก

6. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยครองอันดับนี้สูงกว่าอันดับของปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 8 โดยขยับขึ้นมา 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศที่เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 91 ของโลก โดยอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 96 เพิ่มขึ้น 5 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.49 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.40 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.65

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศฟิลิปปินส์ ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 87 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 95 ของโลก และ
  3. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 50 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 86 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศฟิลิปปินส์ ประกอบด้วย

  1. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 10 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 86 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 80 ของโลก
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 101 ของโลก และ
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 108 ของโลก

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศฟิลิปปินส์

8.table infrastructure philippines

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศฟิลิปปินส์

8.Graph infrastructure philippines

7. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครองอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โยที่ครองอันดับเท่ากับปีก่อน และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศที่เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 94 ของโลก โดยอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 84 ลดลง 10 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.28 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.66 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 7.65

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

9. Table infrastructure Lao

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 9. Graph infrastructure Lao

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 64 ของโลก
  2. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 66 ของโลก
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 82 ของโลก และ
  4. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 68 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 60 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 129 ของโลก
  2. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 00 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 87 ของโลก และ
  3. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 20 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 130 ของโลก

8. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 9 ขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ ที่เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 101 ของโลก โดยอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 104 เพิ่มขึ้น 3 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.26 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.08 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.84

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศกัมพูชา

10.Table infrastructure Cambodia

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศกัมพูชา ประกอบด้วย

  1. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 90 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 39 ของโลก

ปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศกัมพูชา ประกอบด้วย

  1. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 98 ของโลก
  2. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 80 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 116 ของโลก
  3. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 110 ของโลก และ
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 40 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 109 ของโลก

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศกัมพูชา

10.Graoh infrastructure Cambodia

9. ประเทศพม่า ครองอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 10 ขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศที่เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 137 ของโลก โดยอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 141 เพิ่มขึ้น 4 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.05 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 2.01 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.99

ตาราง ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศพม่า

11.Tableinfrastructure Myanmar

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) : ประเทศพม่า

11.Graph infrastructure Myanmar

ปัญหาในด้านปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศพม่าประกอบด้วย

  1. คู่สายโทรศัพพ์ที่มีค่อนข้างน้อย โดยประเทศไทยมีคู่สายโทรศัพฑ์ในสัดส่วน 00 คู่สายต่อประชากร 100 คน โดยไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 125 ของโลก
  2. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) โดยมีสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 80 เลขหมายต่อประชากร 100 คน และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ 144 ของโลก
  3. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางรถไฟ (Quality of railroad infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 94 ของโลก
  4. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในสังคมโดยภาพรวม (Quality of overall infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 138 ของโลก
  5. คุณภาพของถนนหนทางที่เชื่อมต่อภายในประเทศ (Quality of roads) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 134 ของโลก
  6. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 137 ของโลก
  7. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 125 ของโลก และ
  8. คุณภาพของการบริการด้านไฟฟ้า (Quality of electricity supply) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และไดัรับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับที่ 117 ของโลก

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 2 ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ Part 2.

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 12

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 12 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

Part 3.

cover1

ในตอนนี้เป็นการนำเสนอปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการประเมินในแตละตัวชี้วัด ในเสาหลักที่ 1 ปัจจัยเสาหลักด้านสถาบัน (Institution) ใน 11 ตัวชีวัดต้อจากตอนที่แล้ว โดยมีรายละเอียดของผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

11. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 13 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.80

รองลงมาเป็นของประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.40 , 3.80 , 3.50 และ 3.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 21 , 38 , 56 และ 72  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.70 , 2.80 และ 3.20 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 116 , 106 และ 60 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 128 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs)

11.Table Efficiency of legal framework in challenge regs

 

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs)

11.Graph Efficiency of legal framework in challenge regs

12. ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 1 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.10

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.20 , 4.20 , 3.80 และ 3.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 15 , 52 , 85 และ 100  ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking)

12.Table Transparency

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking)

12.Graph Transparency

สำหรับประเทศที่มีความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.20 , 3.50 และ 3.50 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 130 , 116 และ 113 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.90 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 136 ของโลก

 

13. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้ายค่อนข้างต่ำ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 50 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.70

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism)

13.Table Businesss costs oe terrorism

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism)

13.Graph Businesss costs oe terrorism

รองลงมาเป็นของ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.40 , 5.20 , 4.80 และ 4.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 65 , 78 , 94 และ 100  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้ายค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.10 , 4.60 และ 4.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8, 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 121 , 110 และ 105 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้ายค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.90 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 136 ของโลก

14. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 4 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

รองลงมาเป็นของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.00 , 4.90 , 4.50 และ 4.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3, 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 43 , 47 , 64 และ 64  ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.)

14.Table Business costs of crime

สำหรับประเทศที่มีต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.10 , 4.20 และ 4.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 ,7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 91 , 84 และ 80 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 125 ของโลก

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.)

14.Graph Business costs of crime

15. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีอาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 4 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.60

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.20 , 4.20 , 4.70 และ 4.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 51 , 69 , 71 และ 78  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีอาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.20 , 4.50 และ 4.50 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 102 , 89 และ 86 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีอาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.20 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 136 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime)

15.Table Organizes crime

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime)

15.Graph Organizes crime

16. ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ ค่อนข้างสูง ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 8 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.10 , 4.20 , 4.10 และ 3.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 35 , 64 , 67 และ 99  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ ค่อนข้างสูง ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.90 , 3.20 และ 3.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 123 , 113 และ 101 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ ค่อนข้างสูง ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.90 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 136 ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services)

16.Table Reliability pf police services

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services)

16.Graph Reliability pf police services

17. จริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชน (Ethical behavior of firms)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีจริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชนค่อนข้างสูง ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 3 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม จริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชน (Ethical behavior of firms)

17.Tablr Ethical behavior of firms

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม จริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชน (Ethical behavior of firms)

17.Graph Ethical behavior of firms

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.30 , 4.30 , 4.03 และ 4.00 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 23 , 47 , 49 และ 65  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีจริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชนค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศไทย และประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.60 , 3.70 และ 3.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 109 , 92 และ 89 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีจริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชนค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.20 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 133 ของโลก

18. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี ค่อนข้างสูง ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 5 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.70 , 5.10 ,5.10 และ 4.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 19 , 47 , 48 และ 72  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี ค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.40 , 3.70 และ 3.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 132 , 127 และ 122 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี ค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 140 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards)

18.Table Strength of auditing and report standard

 

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards)

 18.Graph Strength of auditing and report standard

19. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัทค่อนข้างสูง ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 5 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.90

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.60 , 5.10 , 5.10 และ 4.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 10 , 29 , 30 และ 53  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัทค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.10 , 4.20 และ 4.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 114 , 97 และ 60 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัทค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 128  ของโลก

 

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards)

19.Table Efficacy of corporate boards

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards)

 19.Graph Efficacy of corporate boards

 

20. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยค่อนข้างสูง ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 10 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.50

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.30 , 4.90 , 4.60 และ 4.50 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 13 , 25 , 40 และ 45  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.40 , 3.60 และ 4.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 122 , 100 และ 58 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 137 ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests)

20.Table Protection of minority shareholder

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests)

20.Graph Protection of minority shareholder

 21. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท ค่อนข้างสูง ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 2 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 9.30

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 8.70 ,7.70 , 6.00 และ 5.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 4 , 12 , 45 และ 68  ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection)

21.Table Strength of investor protection

แผนภมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection)

21.Graph Strength of investor protection

สำหรับประเทศที่มีการปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท ค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.30 , 3.30 และ 4.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 140 , 123 และ 105 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท ค่อนข้างสูงในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 1.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 143 ของโลก

 

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 2 ปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ Part 1.

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 11

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 11 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

Part 2.

cover1

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านสถาบันซึ่งมีทั้งสิ้น 21 ปัจจัยตัวชี้วัด ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเมินจากปัจจัยชี้วัดจากเสาหลักที่ 1 ด้านสถาบัน (Institutions) ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC มีความแตกต่างกันอย่างมาก ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพการพัฒนาด้านสถาบันของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้สมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC. นั้นมีอันดับขีดความสามาถในการแข่งขันห่างกันราวฟ้ากับดิน สำหรับประเทศสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่มประชาคม AEC. และอันดับ 3 ของโลกที่มีระดับคะแนนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งต่างจากประเทศพม่าที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่มประชาคม AEC. มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่อันดับที่ 136 ของโลก ในประเด็นของปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการประเมินในแตละตัวชี้วัดนั้นมีรายละเอียดของผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

 

  1. การให้การคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน (Property rights)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 2 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

รองลงมาเป็นของประเทศประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.30 , 4.30 , 4.30 และ 4.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5  ของกลุ่มประชาคม AEC และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 26 , 59 , 61 และ 72  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่ให้การคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินค่อนข้างต่ำในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.30 , 3.60 และ 3.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 118 , 101 และ 95  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่ให้การคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินต่ำสุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การให้การคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน (Property rights)

1.Table Property rights

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การให้การคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน (Property rights)

1.Graph Property rights

  1. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property protection)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 2 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

รองลงมาเป็นของประเทศประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.20 , 4.10 , 3.70 และ 3.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 25 , 43 , 66 และ 76  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับค่อนข้างต่ำในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.80 . 3.10 และ 3.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 120 , 105 และ 104  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต่ำสุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 123 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property protection)

2.Yable Intellrctual property protection

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property protection)

2.Graph Intellrctual property protection

  1. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds)

จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐต่ำที่สุด ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 6 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.10

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds)

3.Table Diversion private fund

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds)

3.Gtaph Diversion private fund

 

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ลาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.80 , 3.40 , 3.40 และ 3.20 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 ,3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐมากที่ที่สุดโดยอยู่ที่อันดับ 26 , 59 , 63 และ 76  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่ที่มีความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐในระดับค่อนข้างสูง ในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 , 2.60 แบะ 3.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 113 , 108 และ 78  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่ที่มีความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐสูงที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 122 ของโลก

 

  1. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 1 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians)

4.Table Public trust in polticain

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians)

4.Graph Public trust in polticain

รองลงมาเป็นของประเทศประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.70 ,3.90 , 3.60 และ 3.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 17 , 29 , 37 และ 49  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่ให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐในระดับค่อนข้างต่ำ ในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 , 3.00 และ 3.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 91 , 89 และ 72  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่ให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐต่ำสุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 1.90 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 129 ของโลก

  1. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการค่อนข้างต่ำ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 3 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.50

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes)

5.Table Irreguration payment

รองลงมาเป็นของประเทศประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดเนเซีย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.90 , 3.70 , 3.60 และ 3.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 37 , 84 , 86 และ 87  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีการใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.80 , 3.20 และ 3.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 129 , 109 และ 96  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการค่อนข้างต่ำ ในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 139 ของโลก

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes)

5.Graph Irreguration payment

  1. ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 20 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.70

รองลงมาเป็นของประเทศประเทศมาเลเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.90 , 3.90 , 3.90 และ 3.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2, 3 , 4 และ 5  ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 31 , 61 , 63 และ 68  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรมต่ำสุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 , 3.40  และ 3.60 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 117 , 88 และ 87  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรมต่ำสุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 129 ของโลก

 

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence)

6.Table Judicial independent

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence)

 6.Graph Judicial independent

  1. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐค่อนข้างต่ำ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 3 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.40

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย  ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.50 , 3.90 , 3.70 และ 3.10 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5  ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 14 , 33 , 38 และ 66  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ในระดีบที่ค่อนข้างสูง ในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.60 , 2.80 และ 3.00 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 102 , 88 และ 74  ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ในระคับที่สูงที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 127 ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ  (Favoritism in decisions of government officials)

7.Table Favoritism in decision of govt

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ  (Favoritism in decisions of government officials)

 7.Graph Favoritism in decision of govt

  1. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ ในนะดับต่ำที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 3 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.90

รองลงมาเป็นของ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 4.90 , 4.10 , 3.90 และ 3.30 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 8 , 25 , 29 และ 60  ของโลกตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending)

8.Table Wastefulness of govt. spending

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending)

8.raph Wastefulness of govt. spending

สำหรับประเทศที่มีการสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ ในระคับที่ค่อนข้างสูงในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.50 , 2.90 และ 3.00 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 110 , 83 และ 78 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ ในระคับที่สูงที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.50 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 115 ของโลก

  1. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐค่อนข้างต่ำ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 2 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.00 , 4.00 , 4.00 และ 3.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 4 , 23 , 26 และ 73  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ ในระดับที่ต่อนข้างสูงในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศไทย และประเทศกัมพูชา มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.10 , 3.30 และ 3.40 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 101 , 89 และ 85 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐในระดับสูงที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.90 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 113 ของโลก

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation)

9.Table Burden of got. regulation

 แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation)

9.Graph Burden of got. regulation

10.ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in settling disputes)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ ในอันดับสูงสุดของกลุ่มประชาคม AEC และเป็นอันดับ 1 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 6.20

รองลงมาเป็นของประเทศมาเลเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศไทย มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.30 , 4.30 , 4.10 และ 3.80 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 14 , 38 , 43 และ 62  ของโลกตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.10 , 3.40 และ 3.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 ,7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 114 , 89 และ 68 ของโลกตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจในอันคับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC ได้แก่ประเทศพม่า มีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.70 โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 125 ของโลก

 

ตาราง อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in settling disputes)

10.Efficiency of legal framework

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน จำแนกตาม ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in settling disputes)

10.Graph Efficiency of legal framework

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) Part 3. ซึ่งเป็นรายละเอียดของปัจจัยตัวชี้วัด 11 ตัวชี้วัดที่เหลือ

 

 

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 10

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 10 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

Part 1.

cover1

 

 

ตัวชี้วัดเสาหลักแรกนี้เป็นตัวชี้วัดด้านสภาพแวดล้อมในด้านกฏหมายและการบริหารจัดการภายใต้กรอบของเอกชน องค์กร และรัฐบาลที่มีผลต่อการสร้างความมั่งคั่ง ความสำคัญของกลไกด้านสภาพแวดล้อมด้านสถาบันต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพและความเที่ยงธรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีและสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในเวทีเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน และการจัดองค์กรที่สนองต่อการผลิตที่ให้ผลประโยชน์อันคุ้มค่าและมีต้นทุนการดำเนินการที่เหมาะสมของผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ

ตัวขี้วัดด้านสถาบันนี้มีทั้งหมด 21 ปัจจัยตัวชี้วัด ประกอบด้วย

  1. การให้การคุ้มครองสิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน (Property rights)
  2. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property protection)
  3. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds)
  4. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians)
  5. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes)
  6. ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence)
  7. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials)
  8. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending)
  9. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation)
  10. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการโต้แย้งข้อกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in settling disputes)
  11. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs)
  12. ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking)
  13. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism)
  14. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมตวามรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.)
  15. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime)
  16. ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services)
  17. จริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชน (Ethical behavior of firms)
  18. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards)
  19. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards)
  20. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests)
  21. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection)

 

ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

จากการประเมินตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ในปี 2557 นั้น มีระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) นี้ คิดเป็น 4.02 ลดลงจากปี 2556 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.14 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 ร้อยละ 2.89 ซึ่งผลจากการประเมินนั้นประเทศสิงคโปร์ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในบรรดาประทศที่อย่ในกลุ่มประชาคม AEC. และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  3 ของโลก  โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.98

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตบประชาชนลาว และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  20 , 53 , 63 และ 67 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.11, 4.11 , 3.92 และ 3.86 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 119 , 92 และ 84 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.25 , 3.51 และ 3.66 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  136 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.80 ตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC : ตัวขี้วัดเสาหลักที่ 1 ตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

1.Table Institutions

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC : ตัวขี้วัดเสาหลักที่ 1 ตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

1.Graph 1 Institutions

สำหรับรายละเอียดของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC. มีรายละเอียดดังนี้

  1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.98 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 6.04 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.99

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศสิงคโปร์ ประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 จากคะแนนเต็ม 10.00
  2. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  3. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  4. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  5. จริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชน (Ethical behavior of firms) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 20 และ
  6. ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง : สิงคโปร์

2.Graph  strength singapore

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศสิงคโปร์นั้นประกอบด้วย

  1. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  2. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation) ได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  3. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials) ได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  4. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests) ได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  5. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และ
  6. ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence) ได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน : สิงคโปร์

3.Gaph weakness singapore

  1. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยเป็นการจัดอันดับขยับขึ้นจากการจัดอันดับจากปี 2556 ที่ถูกจัดในอันดับที่ 3 ซึ่งขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 20 ของโลก โดยอันดับในระดับโลกขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 29 ซึ่งขยับขึ้นมา 9 อันดับ จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.11 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.85 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.36

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  2. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  3. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  4. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ค่อนข้างค่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และ
  5. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง : มาเลเซีย

4.Graph strength malaysia

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศมาเลเซียนั้นประกอบด้วย

  1. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  2. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  3. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80
  4. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และ
  5. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมตวามรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน : มาเลเซีย

5.Graph weakness malaysia

  1. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยเป็นการจัดอันดับลดลงจากการจัดอันดับจากปี 2556 ที่ถูกจัดในอันดับที่ 5 ที่ลดลงมา 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 53 ของโลก โดยขยับอันดับในระดับโลกขึ้นมาจากอันดับที่ 67 ในปี 2556 ขยับขึ้นมา 14 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.11 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.97 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.53

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศอินโดเนเซียประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00
  2. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards)ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80
  3. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  4. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และ
  5. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ค่อนข้างต้ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  1. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  2. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  3. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ (Public trust in politicians)80
  4. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และ
  5. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90

 

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง : อินโดเนเซีย

 6.Graph streangth indonesia

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน : อินโดเนซีย

7.Graph weakness indonesia

  1. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยยังสามารถรักษาอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันเท่ากับปีก่อน และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 63 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.92 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.00 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 2.00

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประกอบด้วย

  1. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ค่อนข้างต้ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  2. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  3. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมตวามรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00
  4. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างค่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70 และ
  5. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 8.Graph strength Lao

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

9.Graph weakness Lao

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างตา โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  2. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80
  3. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  4. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และ
  5. ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50

 

  1. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยเป็นการจัดอันดับขยับขึ้นจากอันดับที่ 7 ปี 2556 ซึ่งขยับขึ้นมา 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 67 ของโลก โดยขยับขึ้นจากอันดับในระดับโลกจากอันดับที่ 79 ในปี 2556 ซึ่งขยับขึ้นมา 12 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.86 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.76 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.66

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศฟิลิปปินส์ประกอบด้วย

  1. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  2. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  3. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  4. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และ
  5. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  1. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  2. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  3. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  4. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30 และ
  5. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอข็ง : ฟิลิปปินส์

 10.Graph stength phillippines

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน : ฟิลิปปินส์

11.raph weakness Philippines

  1. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยเป็นการจัดอันดับเท่ากับปี 2556 และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 84 ของโลก โดยลดอันดับในระดับโลกลงมาจากอันดับที่ 78 ในปี 2556 ลดลงมา 6 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.66 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.89 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 5.91

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศไทยประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  2. ความเข้มแข็งของระบบมาตรฐานการตรวจสอบและการจัดทำรายงานด้านบัญชี (Strength of auditing and reporting standards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  3. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  4. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่  70 และ
  5. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง :  ประเทศไทย 

12.Graph strength Thailand

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน :  ประเทศไทย

13.Graph weaknrss Thailand 

 

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  1. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  2. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  3. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  4. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials)  ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และ
  5. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property protection) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  1. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยเป็นการจัดอันดับขยับขันจากอันดับที่ 9 ปี 2556 ซึ่งเพิ่มขึ้นมา 2 อันดับ และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 92 ของโลก โดยลดลงจากอันดับในระดับโลกจากอันดับที่ 98 ในปี 2556 ซึ่งลดลงมา 6 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.51 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.54 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.85

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง :  เวียดนาม

14.Graph strength Vietnam

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศเวียดนามประกอบด้วย

  1. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80
  2. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  3. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมตวามรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  4. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่  80 และ
  5. ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  1. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  2. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00
  3. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  4. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property protection) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10 และ
  5. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน :  เวียดนาม

15.Graph weakness Vietnam

  1. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน โดยเป็นการจัดอันดับเท่ากับอันดับปี 2556 และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 119 ของโลก โดยลดลงจากอันดับในระดับโลกจากอันดับที่ 91 ในปี 2556 ซึ่งลดลงมา 28 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.25 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.61 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 9.97

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศกัมพูชาประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  2. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  3. อาชญากรรมในองค์กร (Organized crime) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  4. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20 และ
  5. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมตวามรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง :  กัมพูชา

 16.Graph strebgth Cambodia

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน :  กัมพูชา

17.Graph weakness Cambodia

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศกัมพูชานั้นประกอบด้วย

  1. ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  2. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50
  3. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  4. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และ
  5. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  1. ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 136 โดยขยับขึ้นจากอันดับในระดับโลกจากอันดับที่ 141 ในปี 2556 ซึ่งขยับขึ้นมา 5 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.80 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่เทากับปี 2556

จุดเด่นของปัจจัยต่าง ๆ ในด้านสถาบันของประเทศพม่าประกอบด้วย

  1. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  2. จริยธรรมของการดำเนินธุรกิจเอกชน (Ethical behavior of firms) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  3. อาชญกรรมในองค์กร (Organized crime) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  4. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมตวามรุนแรงและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Business costs of crime and violence.) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10 และ
  5. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดแข็ง :  พม่า

18.Graph strength Myanmar

สำหรับปัญหาด้านสถาบันของประเทศพม่านั้นประกอบด้วย

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  2. ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (Favoritism in decisions of government officials) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  3. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  4. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และ
  5. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40

แผนภูมิ ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) ที่เป็นจุดอ่อน :  พม่า

18.Graph weakness Myanmar

 

 

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) Part 2.

 

 

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 9

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 9 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมิน แกนที่ 1 การประเมินด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements)

World Economic Forum. ได้กำหนดกรอบในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เป็น 3 แกนหลัก ประกอบด้วย 12 เสาหลักที่เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ที่จะเป็นตัวดัชนีบ่งชี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ โดยตัวดัขนีเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางเศรษฐกิจสังคม นโยบาย และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับระดับผลิตภาพของประเทศ ระดับของความสำเร็จของประเทศที่ผลักดันภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะประกอบด้วยปัจจัยองค์ประกอบที่อยู่ในแบบพลวัตและปกติ สำหรับแกนหลักในการประเมิน 3 แกนหลักประกอบด้วยแกนที่ 1 เป็นการประเมินด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) แกนที่ 2 เป็นการประเมินด้านปัจจัยในการเพิ่มประสิทธิภาพของการแข่งขัน (Efficiency Enhancers)   และแกนที่ 3 เป็นการประเมินด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญ (Innovation and sophistication factors)

แกนที่ 1 เป็นการประเมินด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) มีทั้งสิ้น 4 เสาหลัก จำนวน 45 ปัจจัย ประกอบด้วย

  • เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions) มีทั้งหมด 21 ปัจจัยตัวชี้วัด โดยมีระดับความสำคัญร้อยละ 25
  • เสาหลักที่ 2 เป็นปัจจัยด้านโครงสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ( Infrastructure) มีทั้งหมด 9 ปัจจัยตัวชี้วัด โดยมีระดับความสำคัญร้อยละ 25
  • เสาหลักที่ 3 เป็นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) มีทั้งหมด 5 ปัจจัยตัวชี้วัด โดยมีระดับความสำคัญร้อยละ 25 และ
  • เสาหลักที่ 4 เป็นปัจจัยด้านสุขภาพและการศึกษาขั้นปฐมภูมิ (Health and Primary Education) มีทั้งหมด 10 ปัจจัยตัวชี้วัด โดยมีระดับความสำคัญร้อยละ 25

 

แกนที่ 1 การประเมินด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements)

ด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) เป็นแกนสำคัญแกนแรกที่ใช้ในการประเมิน โดยในการนี้ประกอบด้วย 4 เสาหลักที่มีปัจัยในการประเมินทั้งหมด 45 ปัจจัย จากการประเมินโดยอาศัยตัวชี้วัดต่าง ๆ ในปี 2557 นั้นมีภาพรวมของระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 และปี 2555 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากกลุ่มแกนหลักที่ 1 นี้ คิดเป็น 4.72 ลดลงจากปี 2556 และ 2555 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.79 และ 4.72 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 ร้อยละ1.51

 

โดยจากการประเมินในภาพรวมของแกนหลักนี้ มีการจัดอันดับของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC ได้ดังนี้

  1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 1 ของโลกเช่นกัน ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 6.30 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 6.34 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.63

 

  1. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 23 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.53 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.37 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.58 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับสูงกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 27 ของโลก ซึ่งขยับขึ้นมา 4 อันดับ

 

  1. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 40 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.01 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.81 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.09 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับสูงกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 49 ของโลก ซึ่งขยับขึ้นมา 9 อันดับ

 

  1. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 46 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.91 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.90 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.20 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับสูงกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 45 ของโลก ซึ่งขยับขึ้นมา 1 อันดับ

 

  1. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 66 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.63 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.46 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.81 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับสูงกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 78 ของโลก ซึ่งขยับขึ้นมา 12 อันดับ

 

  1. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 79 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.44 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.36 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.83 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับสูงกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 86 ของโลก ซึ่งขยับขึ้นมา 7 อันดับ

 

  1. ประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 98 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.13 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.41 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 6.35 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับต่ำกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 83 ของโลก ซึ่งลดลงมา 15 อันดับ

 

  1. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 103 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชา ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.09 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.18 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 2.15 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับต่ำกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 99 ของโลก ซึ่งลดลงมา 4 อันดับ

 

  1. ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 132 ของโลก ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.36 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.40 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.18 และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้มีอันดับสูงกว่าปี 2556 ที่อยู่อันดับที่ 135 ของโลก ซึ่งขยับขึ้นมา 3 อันดับ

 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements)

1. Table Basic requirement

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ด้านความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Basic Requirements)

1. Graph Basic requirement

 

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 1 ตัวขี้วัดด้านสถาบันในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งของรัฐและเอกชน ธรรมาภิบาล และความมั่นคงของสถาบัน (Institutions)

 

 

siamissara@gmail.com