ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 39 (จบ)

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 39 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จุดแข็ง จุดอ่อน ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC.

 cover1

จุดแข็ง จุดอ่อน ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC.

จากการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC นั้น เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเทินทั้งหมด สามารถชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ของบรรดาประเทศต่าง ๆ ดังนี้

  1. ประเทศสิงคโปร์

จุดแข็งของประเทศสิงคโปร์ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศสิงคโปร์มีจุดแข็งที่สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้ ดังนี้

  1. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians) ที่ดี ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่20
  2. ประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านการกำหนดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ (Efficiency of legal framework in challenging regs) ที่ดี ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่20
  3. ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking) ที่ดี ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่10
  4. คุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) ที่ดี ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 80
  5. อัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ (HIV prevalence, % adult pop.) ต่อนข้างต่ำ โดยมีอัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่
  6. อัตราการเข้าศึกษาขั้นปฐมภูมิของประชากรทั้งหมด (Primary education enrollment, net %) ในระดับสูง โดยมีอัตราการเข้าศึกษาขั้นปฐมภูมิของประชากรทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 00 ของประชากรวัยศึกษา
  7. คุณภาพของการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (Quality of math and science education) ค่อนข้างสูง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 30
  8. ภาระจากกระบวนการขั้นตอนทางศุลกากร (Burden of customs procedures) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่10
  9. ระดับสิทธิของประชาชนตามกฏหมาย (Legal rights index, 0–10 (best) ในระดับสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 00 และ
  10. จำนวนสมาชิกเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในระบบเคลื่อนที่ (Mobile broadband subscriptions/100 pop) ในอัตราค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในระบบเคลื่อนที่คิดเป็น 10 หมายเลขต่อประชากร 100 คน

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศสิงคโปร์

1. Strength Singapore

ภาวะหนี้ของภาครัฐบาล (General government debt, % GDP) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีภาวะหนี้ของภาครัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 80 ของ GDP.สำหรับจุดอ่อนของประเทศสิงคโปร์ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศสิงคโปร์มีจุดอ่อน ดังนี้

  1. ปริมาณซัพพลายเออร์ท้องถื่น (Local supplier quantity) ที่มีค่อนข้างน้อย ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 50
  2. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 79 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย
  3. อัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร (Tuberculosis cases/100,000 pop) ที่ยังคงดำรงอยู่ โดยมีอัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร คิดเป็น00 ต่อประชากร 100,000 คน
  4. การควบคุมในด้านการกระจายสินค้า (Control of international distribution) ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 10
  5. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่70
  6. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อวัณโรค (Business impact of tuberculosis) ในระดับปานกลาง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่10
  7. ขนาดตลาดภายในประเทศ (Domestic market size) ในระดับปานกลาง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 30
  8. ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) ในระดับปานกลาง ซึ่งมีระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) อยู่ที่ 70 พันล้าน US$ และ
  9. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อ HIV/AIDS (Business impact of HIV/AIDS) ในระดับปานกลาง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่10

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศสิงคโปร์

1. Wekness Singapore

  1. ประเทศมาเลเซีย

จุดแข็งของประเทศมาเลเซีย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศมาเลเซียมีจุดแข็ง ดังนี้

  1. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation, annual % change) ที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีอัตราภาวะเงินเฟ้อคิดเป็นร้อยละ 10
  2. ระดับสิทธิของประชาชนตามกฏหมาย (Legal rights index, 0–10 (best) ในระดับสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 00
  3. ต้นทุนทางด้านนโยบายด้านการเกษตร (Agricultural policy costs) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่20
  4. การใช้จ่ายและประสืทธืภาพ (Pay and productivity) ในระดับค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 40
  5. ความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อ (Ease of access to loans) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 80
  6. ความพร้อมของการร่วมทุน (Venture capital availability) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่60
  7. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในระดับปานกลางโดยคิดเป็นระดับคะแนนที่20
  8. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 00
  9. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ในระดับค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่70 จากคะแนนเต็ม 10.00 และ
  10. ขอบเขตการฝึกอบรมพนักงาน (Extent of Staff Training)  ในระดับค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 30

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศมาเลเซีย

2. Strength Malaysia

จุดอ่อนของประเทศมาเลเซีย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศมาเลเซียมีจุดแข็ง ดังนี้

  1. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 59 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย
  2. ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน (Redundancy costs, weeks of salary) ในระดับต้นทุนของค่าใช้จ่ายด้านนี้ค่อนข้างสูง โดยอยู่ในระดับ 90 สัปดาห์ต่ออัตราค่าจ้าง 1 ปี
  3. อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education Enrollment , Rate gross %) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมีอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา คิดเป๋นร้อยละ20 ของประชากรวัยศึกษา
  4. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance, % GDP) ที่มีอัตราการขาดดุลในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการขาดดุลงบประมาณที่ร้อยละ 60 ของ GDP
  5. ภาวะหนี้ของภาครัฐบาล (General government debt, % GDP) ที่มีอัตราภาวะหนี้ของภาครัฐบาลในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราภาวะหนี้ของภาครัฐบาลที่ร้อยละ 20 ของ GDP
  6. จำนวนสมาชิกเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในระบบเคลื่อนที่ (Mobile broadband subscriptions/100 pop) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมีสัดส่วนจำนวนสมาชิกเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในระบบเคลื่อนที่คิดเป็น 50 ต่อประชากร 100 คน
  7. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อวัณโรค (Business impact of tuberculosis) ในระดับปานกลาง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่30
  8. อัตราการคิดเชื้อมาเลเรียในกลุ่มประชากร (Malaria cases/100,000 pop) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมีอัตราการคิดเชื้อมาเลเรียในกลุ่มประชากร คืดเป็น 00 คน ต่อประชากร 100,000 คน
  9. อัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ (HIV prevalence, % adult pop.) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ และ
  10. อัตราภาษีนำเข้าของธูรกิจและการค้า (Trade tariffs, % duty) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราอัตราภาษีนำเข้าของธูรกิจและการค้า คืดเป็นร้อยละ20

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศมาเลเซีย

2. Weakness Malaysia

  1. ประเทศไทย

จุดแข็งของประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศไทยมีจุดแข็ง ดังนี้

  1. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation, annual % change) ที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีอัตราภาวะเงินเฟ้อคิดเป็นร้อยละ 20
  2. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ในระดับค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่70 จากคะแนนเต็ม 10.00
  3. การลงทุนจากต่างประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (FDI and technology transfer) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่20
  4. ขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index, 1–7 (best)) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่90
  5. ความเข้มข้นของการกำหนดบทบาทของลูกค้า (Degree of customer orientation) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 40
  6. ความสามารถในการจัดหาเงินทุนต่อตลาดตราสารภายในประเทศ (Financing through local equity market) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  7. จำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจ ( procedures to start a business) ในระดับค่อนข้างสั้น โดยมีจำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจที่ 4 ขั้นตอน
  8. ผลกระทบทางธุรกิจจากระเบียบจาการลงทุนทางตรงจากต่างประทศ (Business impact of rules on FDI) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 10
  9. สัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ (Exports as a percentage of GDP) ในระดับปานกลาง โดยมีสัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP. และ
  10. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญของกลุ่มผู้ซื้อ (Buyer sophistication) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่10

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศไทย

3. Strength Thailand

สำหรับจุดอ่อนของประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศไทยมีจุดอ่อน ดังนี้

  1. ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน (Redundancy costs, weeks of salary) ในระดับต้นทุนของค่าใช้จ่ายด้านนี้ค่อนข้างสูง โดยอยู่ในระดับ 00 สัปดาห์ต่ออัตราค่าจ้าง 1 ปี
  2. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians) ที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่90
  3. ต้นทุนทางด้านนโยบายด้านการเกษตร (Agricultural policy costs) ในระดับค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่10
  4. ต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่10
  5. ความยืดหยุ่นของการกำหนดอัตราค่าจ้าง (Flexibility of wage determination) ที่ค่อนข้างค่ำ ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 30
  6. ความสิ้นเปลืองในการใช้จ่ายของรัฐบาล (Wastefulness of government spending) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมีระดับคะแนนอยู่ที่ 50
  7. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่90
  8. ศักยภาพและความน่าเชื่อถือของงานด้านการตำรวจ (Reliability of police services) ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่20
  9. อัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ (HIV prevalence, % adult pop.) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ และ
  10. ความเบี่ยงเบนจากเงินการลงทุนของรัฐ (Diversion of public funds) ในระดับค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่60

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศไทย

3. Weakness Thailand

  1. ประเทศอินโดเนเซีย

จุดแข็งของประเทศอินโดเนเซีย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศอินโดเนเซียมีจุดแข็ง ดังนี้

  1. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในระดับปานกลางโดยคิดเป็นระดับคะแนนที่20
  2. ความพร้อมของการร่วมทุน (Venture capital availability) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่90
  3. ความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อ (Ease of access to loans) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่90
  4. ขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index, 1–7 (best)) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่30
  5. ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งมีระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) อยู่ที่ 1,290.80 พันล้าน US$
  6. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่80
  7. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่00
  8. ขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index, 1–7 (best)) ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่60
  9. อัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings, % GDP) ในระดับปานกลาง โดยมีอัตราการออมมวลรวมของประทศ คิดเป็น 40 ต่อ GDP.
  10. ขอบเขตการฝึกอบรมพนักงาน (Extent of Staff Training)  ในระดับปานกลาง โดยคิดเป็นระดับคะแนนที่ 70

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศอินโดเนเซีย

4. Strength Indonesia

จุดอ่อนของประเทศอินโดเนเซีย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศอินโดเนเซียมีจุดอ่อน ดังนี้

  1. ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน (Redundancy costs, weeks of salary) ในระดับต้นทุนของค่าใช้จ่ายด้านนี้ค่อนข้างสูง โดยอยู่ในระดับ 80 สัปดาห์ต่ออัตราค่าจ้าง 1 ปี
  2. อัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ (HIV prevalence, % adult pop.) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรวัยผู้ใหญ่
  3. จำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ( days to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจอยู่ที่ 48.00 วัน
  4. สัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ (Imports as a percentage of GDP) ในระดับปานกลาง โดยมีสัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 40 ของ GDP.
  5. อัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร (Tuberculosis cases/100,000 pop) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากรคิดเป็น 185 คนค่อประชากร 100,000 คน
  6. สัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ (Exports as a percentage of GDP) ในระดับปานกลาง โดยมีสัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 60 ของ GDP.
  7. จำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจ ( procedures to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจที่ 10 ขั้นตอน
  8. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อวัณโรค (Business impact of tuberculosis) ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  9. ความยืดหยุ่นของการกำหนดอัตราค่าจ้าง (Flexibility of wage determination) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  10. อัตราภาวะเงินเฟ้อ (Inflation, annual % change) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราภาวะเงินเฟ้อ คิดเป็นร้อยละ 40

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศอินโดเนเซีย

4. Weakness Indonesia

  1. ประเทศฟิลิปปินส์

จุดแข็งของประเทศฟิลิปปินส์เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศฟิลิปปินส์มีจุดแข็ง ดังนี้

  1. อัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ (HIV prevalence, % adult pop.) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีอัตราความชุกของโรค HIV/AIDS ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่
  2. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อมาเลเรีย (Business impact of malaria) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  3. ความสามารถในการจัดหาเงินทุนต่อตลาดตราสารภายในประเทศ (Financing through local equity market) ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  4. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  5. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance, % GDP) ที่มีระดับการขาดดุลค่อนข้างต่ำ โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุลที่ร้อยละ 0/10 ของ
  6. ระดับของการทำการค้าที่เน้นความสำคัญต่อลูกค้าเป็นหลัก (Degree of customer orientation) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  7. ขอบเขตการฝึกอบรมพนักงาน (Extent of Staff Training) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  8. การใช้จ่ายและประสืทธืภาพ (Pay and productivity) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 50
  9. ความมีประสิทธิภาพของตณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 10 และ
  10. คุณภาพของระบบการศึกษา (Quality of the Educational System) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศฟิลิปปินส์

5. Strength Philippines

จุดอ่อนของประเทศฟิลิปปินส์เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศฟิลิปปินส์มีจุดอ่อน ดังนี้

  1. จำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจ ( procedures to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจอยู่ที่ 15 ขั้นตอน
  2. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อวัณโรค (Business impact of tuberculosis) ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  3. ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน (Redundancy costs, weeks of salary) ในระดับต้นทุนของค่าใช้จ่ายด้านนี้ค่อนข้างสูง โดยอยู่ในระดับ 40 สัปดาห์ต่ออัตราค่าจ้าง 1 ปี
  4. จำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ( days to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจอบู่ที่ 35.00 วัน
  5. สัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ (Imports as a percentage of GDP) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีสัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP.
  6. จำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน (Fixed telephone lines/100 pop) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีจำนวนคู่สายโทรศัพพ์พื้นฐานต่อประชากร 100 คน คิดเป็น 20 คู่สายต่อประชากร 100 คน
  7. อัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร (Tuberculosis cases/100,000 pop) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร คิดเป็น 00 คน ต่อประชากร 100,000 คน
  8. ต้นทุนทางธุรกิจของการต่อต้านการก่อการร้าย (Business costs of terrorism) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 60
  9. คุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านการขนส่งทางอากาศ (Quality of air transport infrastructure) ระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60 และ
  10. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 65 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศฟิลิปปินส์

5. Weakness Philippines

  1. ประเทศเวียดนาม

จุดแข็งของประเทศเวียดนามเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศเวียดนามมีจุดแข็ง ดังนี้

  1. สัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ (Imports as a percentage of GDP) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP.
  2. สัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ (Exports as a percentage of GDP) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนการส่งออกาต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 60 ของ GDP.
  3. อัตราการออมมวลรวมของประทศ (Gross national savings, % GDP) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการออมมวลรวมของประทศ คืดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP.
  4. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 92 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย
  5. การใช้จ่ายและประสืทธืภาพ (Pay and productivity) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  6. อัตราการคิดเชื้อมาเลเรียในกลุ่มประชากร (Malaria cases/100,000 pop) ในระดับปานกลาง โดยมีอัตราการคิดเชื้อมาเลเรียในกลุ่มประชากร คิดเป็น 70 คนต่อประชากร 100,000 คน
  7. ขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index, 1–7 (best)) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  8. อัตราการเข้าศึกษาขั้นปฐมภูมิของประชากรทั้งหมด (Primary education enrollment, net %) ในระดับสูง โดยมีอัตราการเข้าศึกษาขั้นปฐมภูมิของประชากรทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากร
  9. ระดับสิทธิของประชาชนตามกฏหมาย (Legal rights index, 0–10 (best) ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00 และ
  10. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในระดับปานกลางโดยคิดเป็นระดับคะแนนที่90

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศเวียดนาม

6. Strength Vietnam

จุดอ่อนของประเทศเวียดนามเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศเวียดนามมีจุดอ่อน ดังนี้

  1. ความเข้มแข็งของมาตรฐานการครวจสอบและการรายงานทางบัญชี (Strength of auditing and reporting standards) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 40
  2. ความมั่นคงของธนาคาร (Soundness of bank) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 50
  3. ความมีประสิทธิภาพของตณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 80
  4. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 60
  5. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  6. ความเหมาะสมของเทคโนโลยี่รุ่นล่าสุด (Availability of latest technologies) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40
  7. ระดับการยอมรับในเทคโนโลยีขององค์กร (Firm-level technology absorption) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  8. การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย (Protection of minority shareholders’ interests) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  9. คุณภาพของสถาบันที่สอนการบริหารจัดการ (Quality of Management Schools) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่40 และ
  10. ดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government budget balance, % GDP) ที่มีการขาดดุลค่อนข้างสูง โดยมีดุลงบประมาณของรัฐบาลขาดดุลที่ร้อยละ 70 ของ GDP.

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศเวียดนาม

6. Weakness Vietnam

  1. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

จุดแข็ง ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีจุดแข็ง ดังนี้

  1. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 99 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย
  2. การใช้จ่ายผลตอบแทนและประสิทธิภาพ (Pay and productivity) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 00
  3. ความร่วมมือในด้านการจัดความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายจ้าง (Cooperation in labor-employer relations) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 00
  4. ต้นทุนทางด้านนโยบายด้านการเกษตร (Agricultural policy costs) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 30
  5. ความยืดหยุ่นของการกำหนดอัตราค่าจ้าง (Flexibility of wage determination) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 70
  6. การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดำเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  7. อัตราภาษีที่จัดเก็บจากผลกำไร (Total tax rate, % profits) ในระดับปานกลาง โดยอัตราภาษีที่จัดเก็บจากผลกำไรอยู่ที่ร้อยละ 80 ของผลกำไร
  8. ภาระจากข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติของภาครัฐ (Burden of government regulation) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 00
  9. ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อนักการเมืองและอำนาจรัฐ (Public trust in politicians) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 00 และ
  10. ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท (Efficacy of corporate boards) ในระดับปานกลาง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10

 

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

7. Strength Lao PDR

จุดอ่อนของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีจุดอ่อน ดังนี้

  1. การปกป้องผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นในบริษัท (Strength of investor protection) ในระดับที่ต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  2. จำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ( days to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจอบู่ที่ 92.00 วัน
  3. ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน (Redundancy costs, weeks of salary) ในระดับต้นทุนของค่าใช้จ่ายด้านนี้ค่อนข้างสูง โดยอยู่ในระดับ 70 สัปดาห์ต่ออัตราค่าจ้าง 1 ปี
  4. การจัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีระดับคะแนนของการจัดลำดับเครดิตของประเทศ อยู่ที่ 40 จากคะแนนเต็ม 100.00 คะแนน
  5. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) ในระดับปานกลาง โดยจำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน อยู่ที่ 20 หมายเลขต่อประชากร 100 ตน
  6. อัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร (Tuberculosis cases/100,000 pop) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการป่วยเป็นวัณโรคในกลุ่มประชากร คิดเป็น 00 คนต่อประชากร 100,000 คน
  7. คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือขนส่ง (Quality of port infrastructure) ในระดับที่ต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  8. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ในระดับที่ต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10
  9. อัตราการตายของทารกแรกคลอด (Infant mortality, deaths/1,000 live births) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการตายของทารกแรกคลอดอยู่ที่ 00 คนต่อทารกที่คลอดมาและมีชีวิตอยู่ และ
  10. อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education Enrollment , Rate gross %) ในระดับที่ต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่50

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

7. Weakness Lao PDR

  1. ประเทศกัมพูชา

จุดแข็ง ของประเทศกัมพูชาเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศกัมพูชามีจุดแข็ง ดังนี้

  1. สัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ (Imports as a percentage of GDP) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนการนำเข้าต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 30 ของ GDP.
  2. การปฎิบัติในด้านการว่าจ้างและการปลดออกจากงาน (Hiring and firing practices) ในระดับที่ค่อนข้างดี โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 80
  3. อัตราภาษีที่จัดเก็บจากผลกำไร (Total tax rate, % profits) ในระดับปานกลาง โดยอัตราภาษีที่จัดเก็บจากผลกำไรอยู่ที่ร้อยละ 40 ของผลกำไร
  4. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 93 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย
  5. สัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ (Exports as a percentage of GDP) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ คืดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP
  6. อัตราการเข้าศึกษาขั้นปฐมภูมิของประชากรทั้งหมด (Primary education enrollment, net %) ในระดับค่อนข้างสูง โดยอัตราการเข้าศึกษาขั้นปฐมภูมิของประชากรทั้งหมด คืดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมด
  7. ระดับสิทธิของประชาชนตามกฏหมาย (Legal rights index, 0–10 (best) ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่00
  8. ภาวะหนี้ของภาครัฐบาล (General government debt, % GDP) ในระดับปานกลาง โดยภาวะหนี้ของภาครัฐบาลอยู่ที่ ร้อยละ 10 ของ GDP.
  9. ผลกระทบทางธุรกิจจากระเบียบจาการลงทุนทางตรงจากต่างประทศ (Business impact of rules on FDI) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80 และ
  10. ผลกระทบของระบบภาษีต่อแรงจูงใจในการลงุน (Effect of taxation on incentives to invest) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10

ตาราง จุดแข็ง ของประเทศกัมพูชา

8. Strength Cambodia

จุดอ่อนของประเทศกัมพูชาเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศกัมพูชามีจุดอ่อน ดังนี้

  1. จำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ( days to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนวันที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจอบู่ที่ 104.00 วัน
  2. ผลกระทบทางธุรกิจของการคิดเชื้อวัณโรค (Business impact of tuberculosis) ค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  3. การระดมทุนโดยผ่านตลาดทรัพย์สินภายในประเทศ (Financing through local equity market) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 20
  4. ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล (Transparency of government policymaking) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่20
  5. การใช้จ่ายเงินสินบนและค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ (Irregular payments and bribes) ในระดับค่อนข้างสูง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่80
  6. ความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรม (Judicial independence) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่30
  7. % การใช้อินเตอร์เน็ตของเอกชน (Individuals using Internet, % ) ค่อนข้างต่ำ โดยมี % การใช้อินเตอร์เน็ตของเอกชนอย฿ที่ร้อยละ 00 ของประชากร
  8. จำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจ ( procedures to start a business) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนขั้นตอนที่ใช้ของการเริ่มธุรกิจอยู่ที่ 11 ขั้นตอน
  9. อัตราภาษีนำเข้าของธูรกิจและการค้า (Trade tariffs, % duty) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีอัตราภาษีนำเข้าของธูรกิจและการค้า ติดเป็นร้อยละ 00 ของมูลค่า และ
  10. ภาระจากกระบวนการขั้นตอนทางศุลกากร (Burden of customs procedures) ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่10

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศกัมพูชา

8. Weakness Cambodia

  1. ประเทศพม่า

จุดแข็งของประเทศพม่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศพม่ามีจุดแข็ง ดังนี้

  1. สัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชาย (Women in labor force, ratio to men) ในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนแรงงานผู้หญิงต่อเพศชายคิดเป็นสัดส่วน 93 : 1.00 ต่อประชากรเพศชาย
  2. ความยืดหยุ่นของการตัดสินใจในเรื่องค่าจ้าง (Flexibility of wage determination) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 50

จุดอ่อนของประเทศพม่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ในในการประเมินแล้ว ประเทศพม่ามีจุดอ่อน ดังนี้

  1. จำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คน (Mobile telephone subscriptions/100 pop) ค่อนข้างต่ำ โดยมีจำนวนสมาชิกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อประชากร 100 คนอยู่ที่ 80 เลขหมายต่อประชากร 100 คน
  2. ความสามารถของประเทศในการรักษาคนเก่ง (Country capacity to retain talent) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 70
  3. ความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อ (Ease of access to loans) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 40
  4. ความเหมาะสมของเทคโนโลยี่รุ่นล่าสุด (Availability of latest technologies) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่70
  5. ระดับการยอมรับในเทคโนโลยีขององค์กร (Firm-level technology absorption)ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่90
  6. ความพร้อมของการร่วมทุน (Venture capital availability) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่60
  7. % การใช้อินเตอร์เน็ตของเอกชน (Individuals using Internet, % ) ค่อนข้างต่ำ โดยมี % การใช้อินเตอร์เน็ตของเอกชนอย฿ที่ร้อยละ 20 ของประชากร
  8. การจัดลำดับเครดิตของประเทศ (Country credit rating) ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีระดับคะแนนของการจัดลำดับเครดิตของประเทศ อยู่ที่ 70 จากคะแนนเต็ม 100.00 คะแนน
  9. ขอบเขตการครอบงำของตลาด (Extent of market dominance) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 40 และ
  10. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) ค่อนข้างต่ำ โดยได้รับคะแนนเฉลี่ยในด้านนี้อยู่ที่ 20

 

ตาราง จุดอ่อน ของประเทศพม่า

9. Weakness Myanmar

 

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 38

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 38 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

Part 2.

aec-3

เสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศ ทั้งหมด 7 ปัจจัยตัวชี้วัด ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเมินจากปัจจัยชี้วัดจากเสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่นกัน ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพการพัฒนาปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้สมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC. นั้นมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมาก สำหรับประเทศสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่มประชาคม AEC. และอันดับ 9 ของโลกที่มีระดับคะแนนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งต่างจากประเทศพม่าที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่มประชาคม AEC. มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่อันดับที่ 138 ของโลก ในประเด็นของปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการประเมินในแต่ละตัวชี้วัดนั้นมีรายละเอียดของผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

  1. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 13 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) เป็นอันดับที่ 18 , 22 , 30 และ 70 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) อยู่ที่ 5.00 , 4.80 , 4.50 และ 3.70 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)

1. Table capacity of innovation

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)

1. Graph capacity of innovation

สำหรับประเทศที่มีขนาดขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) เป็นอันดับที่ 101 , 95 และ 71 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) อยู่ที่ 3.40 , 3.50 และ 3.70 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) เป็นอันดับที่ 137 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) อยู่ที่ 2.90

  1. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) อยู่ที่ 5.60

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม เป็นประเทศที่มีคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) เป็นอันดับที่ 20 , 41 , 61 และ 75 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) อยู่ที่ 5.20 , 4.30 , 3.90 และ 3.60 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) เป็นอันดับที่ 118 , 96 และ 86 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) อยู่ที่ 2.90 , 3.30 และ 3.50 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) เป็นอันดับที่ 136 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) อยู่ที่ 2.30

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)

2. Table Quality of scientific research institution

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)

2. Graph Quality of scientific research institution

  1. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) เป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) อยู่ที่ 4.90

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) เป็นอันดับที่ 10 , 24 , 42 และ 51 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) อยู่ที่ 4.80 , 4.00 , 3.50 และ 3.30 ตามลำดับ

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)

3. Table Company spending on R&D

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)

3. Graph Company spending on R&D

สำหรับประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) เป็นอันดับที่ 79 , 63 และ 56 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) อยู่ที่ 3.10 , 3.20 และ 3.20 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) เป็นอันดับที่ 140 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) อยู่ที่ 2.20

  1. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) เป็นอันดับที่ 5 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)อยู่ที่ 5.60

รองลงมาเป็น ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) เป็นอันดับที่ 12 , 30 , 46 และ 55 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) อยู่ที่ 5.30 , 4.50 , 4.00 และ 3.80 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) เป็นอันดับที่ 115 , 92 และ 76 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) อยู่ที่ 3.00 , 3.30 และ 3.50 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) เป็นอันดับที่ 138 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) อยู่ที่ 2.20

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)

4. Table University industry collaboration in R&D

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)

4. Graph  University industry collaboration in R&D

  1. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) เป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศที่มีการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) เป็นอันดับที่ 4 , 13 , 34 และ 51 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) อยู่ที่ 5.10 , 4.20 , 3.90 และ 3.70 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) เป็นอันดับที่ 114 , 104 และ 53 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) อยู่ที่ 2.90 , 3.10 และ 3.70 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) เป็นอันดับที่ 139 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) อยู่ที่ 2.50

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)

5. Table Govt. procument on advance tech

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)

5. Graph  Govt. procument on advance tech

  1. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) เป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) เป็นอันดับที่ 16 , 31 , 54 และ 71 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) อยู่ที่ 4.90 , 4.60 , 4.30 และ 4.00 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) เป็นอันดับที่ 127 , 123 และ 87 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) อยู่ที่ 3.10 , 3.20 และ 3.80 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) เป็นอันดับที่ 131 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) อยู่ที่ 3.00

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)

6. Table Availability of scientist and engineer

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)

6. Graph Availability of scientist and engineer

 

  1. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) เป็นอันดับที่ 13 ของโลก โดยมีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)  อยู่ที่ 125.10 สิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน

 

ตาราง  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

7. Table PCT Patents

แผนภูมิ ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

7. Graph PCT Patents

รองลงมาเป็น ประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)  ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 และ 3 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) เป็นอันดับ 32 และ 67 ของโลก โดยมีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) อยู่ที่ 12.60 และ 1.20 สิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน

สำหรับประเทศที่มีสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศเวียดนาม  และประเทศฟิลิปปินส์ และ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 , 5 และ 4 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) เป็นอันดับที่ 92 , 45 และ 63 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) อยู่ที่ 0.10 , 0.20 และ 0.30 สิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน

ส่วนประเทศที่มีสิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 , 8 และ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) เป็นอันดับที่ 124 , 124 และ 115 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน (PCT patents, applications/million pop) อยู่ที่ 0.00 สิทธิบัตรต่อประชากรล้านคน

 

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่มประชาคม AEC ในประเด็น จุดแข็ง และจุดอ่อนของประเทศต่าง ๆ ปี 2557

siamissara@gmail.com


 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 37

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 37 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

Part 1.

cover 3

เสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  สามารถพัฒนาขึ้นมาได้ทั้งจากอ์ความรู้ที่มาขากเทคนโลยัใหม่ ๆ และจากองคฺความรู้ที่ไม่ได้เกี่ยข้องกับเทคโนโลยี สำหรับนงตกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนั้นจะเป็นนวตกรรมในรูปแบบของความรู้ในกระบวนการต่าง ๆ ทักษะในการดำเนินการ และเงื่อนไขของการทำงาน ที่อฝังตัวอยู่ในองค์กร สำหรับปัจจัยในด้านนี้จะให้ความสำคัญต่อนวตกรรมในเฃด้านเทคโนโลยี แม้ว่ผลประโยชน์ที่ได้รับอย่างมากมายสามารถที่จะได้มาโดยการยกระดับของบรรดาสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ความไร้เสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ  หรือการยกระดับทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งในที่สุดบรรดาปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์และผลตอบแทนที่เริ่มลดน้อยถอยลงในทำนองเดียวกันกับประสิทธิภาพของแรงงาน ระบบการเงิน และตลาดสินค้าต่าง ๆ สำหรับในระยะยาวแล้วมาตรฐานการดำรงชีพสามารถขยายตัวยกระดับให้สูงขึ้นได้โดยการสร้างและพัฒนานวตกรรมทางด้านเทคโนโลยี การค้นพบและการสร้างสรรอันยิ่งใหญ่ทางด้านเทตโนโลยีนี้มีผลอย่างมากต่อพื้นฐานของพัฒนาผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นในด้านประสิทธิภาพในกระบวนการการผลิตต่าง ๆ ซึ่งเราได้เห็นอย่างชีเจนในช่วงประวัติศาสตร์ทางเศณษฐกิจที่ผ่านมา ช่วงระยะเวลานับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา กระแสธารของการประดิษฐ์คิดต้น สร้างสรรนวตกรรมใหม่ ๆ ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างก้าวกระโดด นับตั้งตั้งเครื่องจักร์ไอน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า จนถึงการปฏิวัติระบบดิจิตอลในปัจจุบัน ซึงไม่เพียงแต่จะเป็นการเปลี่ยนผ่านวิถีแห่งสิ่งที่จะต้องทำเท่านั้น ยังเป็นการเปิดวิถีใหม่ๆ ของความเป๋นไปได้ในการสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ มาสู่ชีวิต นวตกรรมต่าง ๆ นั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจที่เป็นพรมแดนความรู้และความเป็นไปได้ในกสร้างมูลค่าเพิ่มในการบรูรณาการเทคโนโลยีที่มีอยู่และแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงเข้าด้วยกัน แม้ว่ากลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น้อยที่สุดยังสามารถที่จะปรับปรุงยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศได้ด้วยการยอมรับเอาเทคโนโลยีที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันหรือการยกระดับการพัฒนาในด้านอื่น ๆ เช่นกัน แต่สำหรับประเทศต่าง ๆ เหล่านี้การแสวงหานวตกรรมที่มีระดับของการพัฒนาในระดับต่าง ๆ นั้นก็ยังไม่เพียงพแต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศ องค์กรธุรกิจของประเทศเหล่านี้จะต้องมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และกระบวนการผลิตที่ทันสมัยเพื่อที่จะรักษษฃาขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารรถขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าไดปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการการผลิตที่อิงนวตกรรมได้ย่างมีนัยสำคัญ ความก้าวหน้าของการสร้าวนวตกรรมในประเทศนั้นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ในการสร้างนวตกรรมใหม่ ๆ และการได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งอาจเกิดในรูปของการลงทุนที่มีขนาดที่เพียงพอในด้นการวิจัยและพัฒนา (research and development) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคเอกชน สถาบันด้านวิจัยวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นสามารถสร้างองค์ความรู้พื้นฐานที่สามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่การสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีและนวตกรรมใหม่ ๆ ต่อไป การร่วมมือในการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างสถาบันการศึกษาและอุตสาหกรรม รวมถึงการให้ความคุ้นครองสินทรัพย์ทางปัญญานั้นมีความสำคัญอย่างสูงต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ .ห้ก้าวไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่อไปในอนาคตในการที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น

ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ 9 ปัจจัย ได้แก่

  1. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation)
  2. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions)
  3. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D)
  4. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D)
  5. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products)
  6. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers)
  7. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop)

 

จากการประเมินตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  ในปี 2557 นั้น มีระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) นี้ คิดเป็น 4.09 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.06 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ร้อยละ 0.74 ซึ่งผลจากการประเมินนั้น ประเทศสิงคโปร์ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ในบรรดาประทศที่อย่ในกลุ่มประชาคม AEC. ประเทศสิงคโปร์ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)  ในบรรดาประทศที่อยู่ในกลุ่มประชาคม AEC. และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของโลก มีระดับคะแนนจากการประเมินด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) อยู่ที่ 5.18

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 21 , 31 , 52 และ 67 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) อยู่ที่ 4.67 , 3.93 , 3.48 และ 3,28 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำด้านตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศประเทศกัมพูชา  ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตบประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 116 , 87 และ 84 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินได้รับการจัดอันดับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) อยู่ที่ 2.79 , 3.12 และ 3.14 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ต่ำที่สุด ในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ให้อยู่อันดับที่ 138 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินได้รับการจัดอันดับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)อยู่ที่ 2.34 ตามลำดับ

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC :  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

1. Table Innovation

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC :  ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)

 1. Graph Innovation

ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศต่าง  ๆ ในกลุ่ม AEC. ดังนี้

  1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันเท่ากับปี 2556 ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.18 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.19 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.19

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศสิงคโปร์ นั้นประกอบด้วย

  1. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 11 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 5.60
  2. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 5 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 5.60
  3. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 4 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 5.10
  4. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งประเทศสิงคโปร์มีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 20 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  5. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 5.00
  6. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 16 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 4.90 และ
  7. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 10 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.80

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศสิงคโปร์

2. Table Innovation singspore

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศสิงคโปร์

2. Graph Innovation singspore

  1. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 21 ของโลก โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 25 ขยับขึ้นมา 4 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation)จาก WEF ที่ 4.67 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.39 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.38

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศมาเลเซียนั้นประกอบด้วย

  1. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 12 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 5.30
  2. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 13 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 5.20
  3. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 20 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 5.20
  4. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 5.20
  5. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 5.20
  6. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 9 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินด้านค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 4.90 และ
  7. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 32 ของโลก ซึ่งประเทศมาเลเซียมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 60 สิทธบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน


 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศมาเลเซีย

3. Table Innovation Malaysia

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศมาเลเซีย

3. Graph Innovation Malaysia

  1. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 31 ของโลก โดยมีอันดับสูงขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 33 โดยอันดับสูงขึ้น 2 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.93 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.82 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  1. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 22 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 4.50
  2. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 31 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 4.60
  3. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 30 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 4.50
  4. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 41 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 4.30
  5. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 13 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 4.20 และ
  6. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 24 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 4.00

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  1. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศอินโดเนเซียมีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 106 ของโลก ซึ่งประเทศอินโดเนเซียมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 10 สิทธบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน


 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศอินโดเนเซีย

4. Table Innovation Indonesia

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศอินโดเนเซีย

4. Graph Innovation Indonesia

  1. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 7 ซึ่งขยับขึ้นมา 3 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 52 ของโลก โดยมีอันดับเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 69 ซึ่งขยับขึ้นมา 17 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.48  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.21 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8.41

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  1. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 30 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 4.50 และ
  2. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 71 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 4.00

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  1. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศฟิลิปปินส์มีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 86 ของโลก ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์มีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 30 สิทธบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  2. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 42 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 3.50
  3. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 75 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 3.60
  4. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 53 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 3.70 และ
  5. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 55 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 3.80

 


 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศฟิลิปปินส์

5. Table Innovaeion Philippines

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศฟิลิปปินส์

5. Graph Innovaeion Philippines

  1. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 67 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 66 โดยลดลงมา 1 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.28 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.24 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.23

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  1. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 71 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 4.00
  2. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 55 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 3.80 และ
  3. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 75 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 3.60

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  1. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 53 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 3.70
  2. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศฟิลิปปินส์มีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 86 ของโลก ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์มีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 30 สิทธบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  3. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 42 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 3.50 และ
  4. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 30 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 4.50

 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศไทย

6. Table Innovation Thailand

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศไทย

6. Graph Innovation Thailand

  1. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 84 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 64 โดยลดลงมา 16 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.14 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.22 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 2.48

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นประกอบด้วย

  1. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 115 ของโลก ซึ่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 00 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  2. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 127 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 3.10
  3. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 51 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินด้านค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 3.30
  4. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 76 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 3.50
  5. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 86 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 3.50
  6. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 51 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 3.70 และ
  7. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 71 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 3.70


 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

7. Table Innovation Lao PDR

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

7. Graph Innovation Lao PDR

  1. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 8 ซึ่งขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 87 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่  76 ซึ่งลดลงมา 11 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.12  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.14 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.64

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  1. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 94 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 3.90

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  1. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 63 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินด้านค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 3.20
  2. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 96 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 3.30
  3. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 92 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 3.30
  4. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 95 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 3.50
  5. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศประเทศเวียดนามมีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 93 ของโลก ซึ่งประเทศเวียดนามมีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 20 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน และ
  6. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 87 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 3.80

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศเวียดนาม

8. Table Innovation Veitnam

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศเวียดนาม

8. Graph Innovation Veitnam

  1. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับขยับขึ้นมาจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 9 ซึ่งขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 116 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 91 ซึ่งลดลงมา 25 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.79  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.05 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 8.52

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศกัมพูชานั้นประกอบด้วย

  1. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศประเทศกัมพูชามีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 124 ของโลก ซึ่งประเทศกัมพูชามีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 00 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  2. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 118 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 2.90
  3. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 115 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 3.00
  4. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 104 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 3.10
  5. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 79 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินด้านค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 3.10
  6. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 123 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 3.20 และ
  7. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 101 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 3.40


 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศกัมพูชา

9. Table Innovation Cambodia

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศกัมพูชา

9. Graph Innovation Cambodia

  1. ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) ของประเทศ โดยมีอันดับขยับขึ้นมาจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 10 ซึ่งขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 138 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับที่ 143 ซึ่งลดลงมา 5 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.34  สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 2.24 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 4.46

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) ของประเทศพม่านั้นประกอบด้วย

  1. สิทธิบัตร , จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) โดยประเทศประเทศพม่ามีจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากร ล้านคน (PCT patents, applications/million pop) ในอัตราค่อนข้างต่ำ และมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 124 ของโลก ซึ่งประเทศพม่ามีอัตราสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ที่ 00 สิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคน
  2. ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 138 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินด้านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา (University-industry collaboration in R&D) จาก WEF ที่ 2.20
  3. ค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 140 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินด้านค่าใช้จ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ (Company spending on R&D) จาก WEF ที่ 2.20
  4. คุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 136 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินด้านคุณภาพของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (Quality of scientific research institutions) จาก WEF ที่ 2.-0
  5. การจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 139 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรัฐบาล (Gov’t procurement of advanced tech products) จาก WEF ที่ 2.50
  6. ขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 137 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศประเทศพม่าได้คะแนนประเมินด้านขีดความสามารถในการสร้างนวตกรรม (Capacity for innovation) จาก WEF ที่ 2.90 และ
  7. ความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) โดยมีตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 131 ของโลก จากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินด้านความพร้อมของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ (Availability of scientists and engineers) จาก WEF ที่ 3.00


 

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศพม่า

10. Table Innovation Myanmar

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา  (R&D Innovation) : ประเทศพม่า

10. Graph Innovation Myanmar

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) Part 2.

 

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 36

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 36 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

Part 1.

ASIA 2557

เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ ทั้งหมด 9 ปัจจัยตัวชี้วัด ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเมินจากปัจจัยชี้วัดจากเสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่นกัน ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพการพัฒนาปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้สมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC. นั้นมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมาก สำหรับประเทศมาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่มประชาคม AEC. และอันดับ 15 ของโลกที่มีระดับคะแนนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งต่างจากประเทศพม่าที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่มประชาคม AEC. มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่อันดับที่ 140 ของโลก ในประเด็นของปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการประเมินในแต่ละตัวชี้วัดนั้นมีรายละเอียดของผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

 

  1. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ที่ 5.50

รองลงมาเป็นประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 25 , 38 , 41 และ 69 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ที่ 5.00 , 4.80 , 4.80 และ 4.60 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 124 , 101 และ 82 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ที่ 3.90 , 4.30 และ 4.50 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 142 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ที่ 3.20

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)

1. Table Local supplier qantity

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)

1. Graph Local supplier qantity

  1. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 24 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดเนเซีย เป็นประเทศที่มีคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 29 , 62 , 65 และ 75 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ที่ 5.10 , 4.50 , 4.40 และ 4.30 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)

2. Table Local supplier quality

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)

2. Graph Local supplier quality

สำหรับประเทศที่มีคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 127 , 104 และ 92 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ที่ 3.50 , 3.90 และ 4.10 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 139 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินคุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ที่ 3.00

 

  1. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ที่ 5.30

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 12 , 26 , 37 และ 70 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ที่ 5.10 , 4.50 , 4.30 และ 4.20 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)

3. Table State of cluster development

สำหรับประเทศที่มีสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 75 , 64 และ 51 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ที่ 3.80 , 3.90 และ 4.00 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 139 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินสถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ที่ 2.70

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)

3. Graph State of cluster development

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 12 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินจำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ที่ 5.70

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 26 , 33 , 60 และ 77 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ที่ 4.80 , 4.20 , 3.70 และ 3.40 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 128 , 123 และ 112 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ที่ 2.60 , 2.70 และ 3.00 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 138 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ที่ 2.40

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)

4. Table Nature of compettitive advangtage

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)

 4.Graph Nature of compettitive advangtage

  1. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 11 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 14 , 30 , 38 และ 44 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ที่ 5.00 , 4.40 , 4.30 และ 4.10 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)

5. Table Value chain breadth

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)

5. Graph Value chain breadth

 

สำหรับประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 112 , 103 และ 89 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ที่ 3.30 , 3.40 และ 3.60 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 122 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ที่ 3.10

  1. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 7 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 38 , 41 , 43 และ 57 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ที่ 4.40 , 4.40 , 4.40 และ 4.10 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 124 , 103 และ 86 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ที่ 3.40 , 3.70 และ 3.80 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 139 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินการควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ที่ 3.00

 

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)

6. Table Control of international distribution

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)

6. Graph Control of international distribution

  1. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 15 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ที่ 5.60

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 23, 37 , 44 และ 51 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ที่ 5.20 , 4.50 , 4.30 และ 4.20 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)

7. Table Production process sophisticate

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความ ซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)

7. Graph  Production process sophisticate

สำหรับประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 116 , 112 และ 88 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ที่ 3.20 , 3.20 และ 3.60 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 136 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ที่ 2.50

  1. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 17 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ที่ 5.30

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 19 , 31 , 41 และ 43 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ที่ 5.30 , 4.90 , 4.70 และ 4.60 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)

8. Table Extent of marketing

สำหรับประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 114 , 87 และ 82 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ที่ 3.50 , 4.00 และ 4.00 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 133 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ที่ 3.00

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)

8. Graph  Extent of marketing

  1. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 10 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ที่ 5.20

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 22 , 24 , 28 และ 34 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)อยู่ที่ 4.70 , 4.70 , 4.50 และ 4.20 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศเวียดนามประเทศกัมพูชา และประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 112 , 104 และ 36 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ที่ 3.30 , 3.40 และ 4.20 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 126 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ที่ 3.10

ตาราง ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

9. Table Willingness to delegate authority

แผนภูมิ ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

9. Graph Willingness to delegate authority

 

 

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 12 ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) Part 1.

 

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 35

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 35 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

Part 1.

pilar picture

เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

ความสามารถและเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศต่าง ๆ นั้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการในแต่ละประเทศ ปะสบการณ์ในการดำเนิการธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญนั้นจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยเช่นกัน โดยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจนั้นให้ความสำคัญต่อความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน 2 ประการ ประกอบด้วย คุณภาพของเครือข่ายการดำเนินธุรกิจของประเทศและคุณภาพของการดำเนินกิจการและกลยุทธ์ขององค์กรธุรกิจในแต่ละธุรกิจ โดยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศในการที่จะพัฒนาการไปสู่ความก้าวหน้าของการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยยิ่งมีขอบเขตการค้าที่มีขนาดใหญ่มากเท่าใด  พื้นฐานในการปรับปรุงผลิตภาพของการผลิตที่เริ่มอ่อนล้าโรยแรงลง และปัจจัยที่เป็นคุณภาพของเครือข่ายธุรกิจของประเทศและอุตสาหกรรมที่สนับสนุนในการดำเนินธุรกิจซึ่งวัดโดยปริมาณและคุณภาพของ Suppliers ท้องถิ่นในแต่ละประเทศ รวมถึงขอบเขตการดำเนินการของ Suppliers         นั้น ๆ ซึ่งเมื่อองค์กรธุรกิจต่าง ๆ และส้วนอุตาหกรรมที่สนับสนุนธุรกิจมีการเชื่อมโยงเครือข่ายความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เรียกว่า Cluster ในเชิงภูมิศาสตร์ จะส่งผลให้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น และจะทำให้เกิดการสร้างนวตกรรมในกระบวนการการผลิตและสร้าวสรรผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างขวากหนามอุปสรรคที่สำคัญในการเข้าสู่ธุรกิจขององค์กรธุรกิจใหม่ ๆ ที่รุกคืบจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันการดำเนินการและยุทธ์มางธุรกิจที่มีความก้าวหน้าอย่างเช่น การสร้าง Brand กิจกรรมด้านการตลาด การกระจายสินค้า กระบวนการผชิตสินค้าที่มีความก้าวหน้า และสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะด้าน จะมีการโถมตัวเข้าสู่ระบบการดำเนินธุรกิจภายในประเทศมากขึ้น และจะนำไปสู่กระบวนการยกระดับความเชี่ยวชาญ ความซับซ้อน และความทันสมัยในกระบวนการดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น

สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) นั้น ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ 9 ปัจจัย ได้แก่

  1. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity)
  2. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality)
  3. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development)
  4. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage)
  5. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth)
  6. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution)
  7. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication)
  8. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing)
  9. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority)

จากการประเมินตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ในปี 2557 นั้น มีระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) นี้ คิดเป็น 4.09 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.06 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ร้อยละ 0.74 ซึ่งผลจากการประเมินนั้น ประเทศมาเลเซีย ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ในบรรดาประทศที่อย่ในกลุ่มประชาคม AEC. และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 15 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.24

รองลงมาเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  19 , 34 , 41 และ 46 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 5.07, 4.47 , 4.40 และ 4.33 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันค่อนต่ำด้านตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศประเทศกัมพูชา  ประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตบประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่  8 , 7 และ 6 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 111 , 106 และ 79 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 3.52 , 3.58 และ 3.87 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ต่ำที่สุด ในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 9 ของกลุ่มประชาคม AEC  และได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 140 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินอยู่ที่ 2.90

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC :  ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

1. Table Business sophstication

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC :  ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)

1. Graph Business sophstication

ผลของการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศต่าง  ๆ ในกลุ่ม AEC. ดังนี้

  1. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 2 ขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 15 ของโลก โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 20 ขยับขึ้นมา 5 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.24 ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 5.02 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.38

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศมาเลเซีย

2. Table Business sophstication Malaysia

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศมาเลเซีย

2. Graph Business sophstication Malaysia

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศมาเลเซียนั้นประกอบด้วย

  1. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 6  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  50
  2. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 7 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  3. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 9 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่30
  4. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 10 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  5. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 11 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 20
  6. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 17 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่30
  7. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 23 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  8. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 24 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 20  และ
  9. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 26 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 8

 

  1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 1 ลดลงมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 19 ของโลก โดยมีลดอันดับลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 17 ลงมา 2 อันดับซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 5.07 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 5.08 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.20

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศสิงคโปร์ นั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่70
  2. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 15 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่60
  3. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่30
  4. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 10
  5. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 29 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 10
  6. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 14 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 00 และ
  7. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 22 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่70

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศสิงคโปร์

3. Table Business sophstication Singapore

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศสิงคโปร์นั้นประกอบด้วย

  1. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 82  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  50 และ
  2. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 57 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่10

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศสิงคโปร์

3. Graph Business sophstication Singapore

  1. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 34 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 37 ขึ้นมา 3 อันดับซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.47 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 4.44 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.68

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศอินโดเนเซีย นั้นประกอบด้วย

  1. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 31 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่90
  2. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 38  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  80
  3. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 26 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 50
  4. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 28 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่50
  5. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 37 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่50
  6. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 30 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 40 และ
  7. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 38 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่40

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศอินโดเนเซียนั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 60 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 70 และ
  2. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 75 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 30

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศvอินโดเนเซีย

4. Table Business sophstication Indonesia

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศvอินโดเนเซีย

4. Graph  Business sophstication Indonesia

  1. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 41 ของโลก โดยอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 40 ลดลงมา 1 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.40 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ค่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)ที่ 4.40 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 4.00

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  1. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 25  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  00
  2. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 43 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่60
  3. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 62 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 50
  4. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 41 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่40 และ
  5. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 38 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 30

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศไทยนั้นประกอบด้วย

  1. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 51 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  2. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 40 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 20
  3. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 36 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20 และ
  4. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 33 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 20

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศไทย

5. Table Business sophstication Thailand


 

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศไทย

5. Graph  Business sophstication Thailand

  1. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 46 ของโลก โดยอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 49 ขยับขึ้นมา 3 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 4.33 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 4.29 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.93

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  1. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 41 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่70
  2. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 24 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่70
  3. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 69 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  60
  4. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 65 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 40 และ
  5. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 43 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่40

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศฟิลิปปินส์นั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 77 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 40
  2. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 51 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่00
  3. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 44 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 10 และ
  4. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 44 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  30

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศฟิลิปปินส์

6. Table Business sophstication Philippines

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศฟิลิปปินส์

6. Graph Business sophstication Philippines

  1. ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 7 ลดลงมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 79 ของโลก โดยอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 78 ลดลงมา 1 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.87 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 3.86 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.26

สำหรับปัญหาของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 112 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 00
  2. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 88 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 60
  3. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 89 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 60
  4. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 86 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่80
  5. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 104 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 90
  6. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 82 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่00
  7. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 34 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  8. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 37 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่30 และ
  9. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  101  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  30

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

7. Table Business sophstication Lao PDR

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

  1. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 9 ขยับขึ้นมา 2 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 106 ของโลก โดยอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 98 โดยลดลงมา 8 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.58 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 3.58 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 2.78

จุดเด่นของตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  1. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 81 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  80

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศเวียดนามนั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 128 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 60
  2. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  3. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 112 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่30
  4. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 112 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  30
  5. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 114 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่50
  6. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 103 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่70
  7. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 75 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 70 และ
  8. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 92 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 10

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศเวียดนาม

8. Table Business sophstication Vietnam

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศเวียดนาม

8. Graph Business sophstication Vietnam

  1. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันเท่ากับปี 2556 และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 111 ของโลก โดยมีการลดอันดับลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 86 ลงมา 25 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชาได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 3.52 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 3.83 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 8.09

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศกัมพูชานั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 123 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 70
  2. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 112 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่20
  3. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 104 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่40
  4. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 124 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่40
  5. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 103 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  40
  6. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 127 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 50
  7. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 64 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 90
  8. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 124  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่ 90 และ
  9. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 87 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 00

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศกัมพูชา

9. Table Business sophstication Cambodia

แผนถูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศกัมพูชา

9. Graph Business sophstication Cambodia

 

  1. ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่ม AEC ในด้านของตัวชี้วัดปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศ โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 10 ขยับขึ้นมา 1 อันดับ และยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) เอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 140 ของโลก โดยมีอันดับขยับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 146 ขยับขึ้นมา 6 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ที่ 2.90 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ที่ 2.87 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.05

สำหรับปัญหาตัวขี้วัดด้านปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) ของประเทศพม่านั้นประกอบด้วย

  1. ธรรมชาติของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Nature of competitive advantage) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 138 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ย 40
  2. ความซับซ้อนและความเชี่ยวชาญในกระบวนการในการผลิต (Production process sophistication) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 136 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่50
  3. สถานภาพของการส่งเสริมการพัฒนาการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (State of cluster development) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 139 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่70
  4. ขอบเขตของการดำเนินการด้านการตลาด (Extent of marketing) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 133 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่00
  5. การควบคุมการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ (Control of international distribution) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 133 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  3
  6. คุณภาพ supplier ท้องถิ่น (Local supplier quality) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 139 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่00
  7. ความสามารถในการตกลงใจในการมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Willingness to delegate authority) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 126 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่10
  8. ขนาดความกว้างของเครือข่ายห่วงโซ่ของคุณค่า (Value chain breadth) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่ 122 ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  10 และ
  9. จำนวน supplier ท้องถิ่น (Local supplier quantity) อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในปัจจัยนี้ในอันดับที่  142  ของโลก ซึ่งมีระดับคะแนนเฉลี่ยที่  20

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศพม่า

10. Table Business sophstication Myanmar

 

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม AEC  สำหรับปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) : ประเทศพม่า

10. Graph Business sophstication Myanmar

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)  Part 2.

 

siamissara@gmail.com

 

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 ตอนที่ 34

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 34 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน แกนที่ 3 การประเมินด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors)

pilar picture

แกนที่ 3 การประเมินด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors)

ตัวชี้วัดเสาหลักนี้เป็นตัวชี้วัดด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีและสามารถสร้างความแข่งแกร่งให้กับขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลือนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในเวทีเศรษฐกิจโลก

การประเมินด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) มีทั้งสิ้น 2 เสาหลัก จำนวน 16 ปัจจัย

  1. ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication) มีทั้งหมด 9 ปัจจัยตัวชี้วัด
  2. ปัจจัยด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D Innovation) มีทั้งหมด 7 ปัจจัยตัวชี้วัด

ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) เป็นแกนสำคัญแกนที่ 3 ที่ใช้ในการประเมิน โดยในการนี้ประกอบด้วย 2 เสาหลักที่มีปัจัยในการประเมินทั้งหมด 16 ปัจจัย จากการประเมินโดยอาศัยตัวชี้วัดต่าง ๆ ในปี 2557 นั้นมีภาพรวมของระดับคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 และปี 2555 โดยในปี 2557 มีระดับคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC จากกลุ่มแกนหลักที่ 3 นี้ คิดเป็น 3.85 ลดลงจากปี 2556 และ 2555 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.83 และ 3.97 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเฉลี่ยลดลงจากปี 2556 ร้อยละ0.52

โดยจากการประเมินในภาพรวมของแกนหลักนี้ มีการจัดอันดับของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC ได้ดังนี้

  1. ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 1 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) โดยครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องและยังได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 11 ของโลกเช่นกัน โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 13 ขึ้นมา 2 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสิงคโปร์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 5.13 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 5.14 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.19
  2. ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 17 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 23 ขึ้นมา 6 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศมาเลเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 4.95 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.70 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.32
  3. ประเทศอินโดเนเซีย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 3 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 30 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 33 ขึ้นมา 3 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศอินโดเนเซียได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 4.20 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 4.13 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.69
  4. ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 4 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 48 ของโลก โดยมีการขยับอันดับขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 58 ขึ้นมา 10 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศฟิลิปปินส์ได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 3.90 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.75 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.00
  5. ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 5 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 54 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 52 ลดลงมา 2 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศไทยได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 3.84 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.83 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.26
  6. ประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 6 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านของตัวชี้วัดด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 80 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 84 ลดลงมา 4 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 3.51 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.54 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.85
  7. ประเทศเวียดนาม ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 7 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 98 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 85 ลดลงมา 13 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศเวียดนามได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 3.35 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.41 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.76
  8. ประเทศกัมพูชา ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 116 ของโลก โดยมีอันดับลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 83 ลดลงมา 33 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศกัมพูชา ได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors)ที่ 3.15 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 3.44 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถลดลงจากปีก่อนร้อยละ 8.43
  9. ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของกลุ่มประชาคม AEC ในด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) และครองตำแหน่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 139 ของโลก โดยมีอันดับขยับขึ้นมาจากปี 2556 ที่อยู่ในอันดับ 146 ขยับเพิ่มขึ้นมา 7 อันดับ ซึ่งจากคะแนนประเมินเต็ม 00 ประเทศพม่าได้คะแนนประเมินจาก WEF ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ที่ 2.62 สำหรับคะแนนของกลุ่มตัวชี้วัดนี้ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าปี 2556 ที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 2.55 โดยคิดเป็นระดับคะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.75

ตาราง อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors)

1. Table Business sophisticate and Innovation

แผนภูมิ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC: ด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors)

1. Graph Business sophisticate and Innovation

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC เสาหลักที่ 11 ปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Business sophistication)  Part 1.

 

siamissara@gmail.com

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557 คอนที่ 33

ประเทศไทย กับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ปี 2557

ตอนที่ 33 การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทเสาหลักสำคัญการประเมิน เสาหลักที่ 10 ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size)

Part 2.

ASIA 2557

เสาหลักที่ 10 ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size)

เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่สำคัญของตัวชี้วัดด้านปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size)  ของประเทศ ทั้งหมด 4 ปัจจัยตัวชี้วัด ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเมินจากปัจจัยชี้วัดจากเสาหลักที่ 10 ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size)  ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประชาคม AEC มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่นกัน ความเหลื่อมล้ำในศักยภาพการพัฒนาปัจจัยด้านการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม (Higher Education and Trainning) ของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้สมาชิกในกลุ่มประชาคม AEC. นั้นมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมาก สำหรับประเทศอินโดเนเซียที่อยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่มประชาคม AEC. และอันดับ 15 ของโลกที่มีระดับคะแนนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งต่างจากประเทศสาธารณรัฐประชาธปไตยประชาชนลาวที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่มประชาคม AEC. มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่อันดับที่ 121 ของโลก ในประเด็นของปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการประเมินในแต่ละตัวชี้วัดนั้นมีรายละเอียดของผลการจัดอันดับเป็นดังนี้

  1. ขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศอินโดเนเซีย เป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 15 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) อยู่ที่ 5.30

รองลงมาเป็น ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศเวียดนาม เป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 23 , 29 , 30 และ 36 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) อยู่ที่ 4.80 , 4.60 , 4.50 และ 4.40 ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า และประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 92 , 45 และ 63 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) อยู่ที่ 3.00 , 3.60 และ 4.30 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 123 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index) อยู่ที่ 2.40

ตาราง ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  ขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index, 1–7 (best))

1. Table Domestic market size

แผนภูมิ ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  ขนาดของตลาดภายในประเทศ (Domestic market size index, 1–7 (best))

 1. Graph Domestic market size

  1. ขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 13 ของโลก โดยมีขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) อยู่ที่ 6.00

รองลงมาเป็นประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดเนเซีย และประเทศเวียดนาม เป็นประเทศที่มีขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 16 , 20 , 23 และ 25 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) อยู่ที่ 5.90 , 5.80 , 5.60 และ 5.60 ตามลำดับ

ตาราง ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  ขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index, 1–7 (best))

2. Table Forieng market size

แผนภูมิ ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  ขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index, 1–7 (best))

2. Graph Forieng market size

สำหรับประเทศที่มีขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา และประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 87 , 49 และ 72 ของโลกตามลำดับ โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) อยู่ที่ 4.00 , 4.30 และ 5.10 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 118 ของโลก โดยมีระดับคะแนนจากการประเมินขนาดของตลาดต่างประเทศ (Foreign market size index) อยู่ที่ 3.40

  1. ผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions))

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศอินโดเนเซีย เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 15 ของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) อยู่ที่ 1,292.80 พันล้าน US$

รองลงมาเป็นประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศเวียดนาม เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 24 , 29 , 36 และ 38 ของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) อยู่ที่ 673.70 , 525.70 , 456.70 และ 359.80 พันล้าน US$ ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า และประเทศสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 96 , 65 และ 39 ของโลกตามลำดับ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) อยู่ที่ 39.70 , 113.00 และ 348.70 พันล้าน US$ ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 117 ของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions)) อยู่ที่ 20.80 พันล้าน US$

ตาราง ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  ผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions))

3. Table GDP PPP

แผนภูมิ ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  ผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติภายในประเทศ (กำลังซื้อ) (GDP (PPP$ billions))

 3. Graph GDP PPP

  1. % การส่งออกต่อ (Exports as a percentage of GDP)

ตัวชี้วัดนี้จากการจัดอันดับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) ที่ค่อนข้างสูง ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่อันดับสูงสุดของกลุ่ม AEC ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) อยู่ที่ 178.10 ของ GDP.

รองลงมาเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย เป็นประเทศที่มี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) ในระดับปานกลาง โดยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 2 , 3 , 4 และ 5 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 24 , 29 , 36 และ 38 ของโลก โดยมี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) อยู่ที่ 85.60 , 83.60 , 74.20 และ 74.20 ของ GDP.ตามลำดับ

สำหรับประเทศที่มี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) ที่ค่อนข้างต่ำ ได้แก่ประเทศอินโดเนเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 8 , 7 และ 6 ของกลุ่ม AEC ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 119 , 112 และ 94 ของโลกตามลำดับ โดยมี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) อยู่ที่ 23.60 , 28.00 และ 30.80 ของ GDP.ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคม AEC. ได้แก่ประเทศพม่า ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่ 9 ของกลุ่ม AEC และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 133 ของโลก โดยมี % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP) อยู่ที่ร้อยละ 17.50 ของ GDP.

ตาราง ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP)

4. Table Export as GDP

แผนภูมิ ปัจจัยด้านขนาดตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ (Market Size) :  % การส่งออกต่อ GDP. (Exports as a percentage of GDP)

4. Graph Export as GDP

สำหรับในตอนหน้านั้น จะนำเสนอในเรื่อง การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจำแนกตามประเภทแกนหลักสำคัญการประเมินของประเทศในกลุ่ม ประชาคม AEC แกนที่ 3 การประเมินด้านนวัตกรรมและปัจจัยของความเชี่ยวชาญและความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ (Innovation and sophistication factors)

siamissara@gmail.com